การฝึกใจให้มีสติ


.

สติ คือความระลึกรู้ในการกระทำของตน เป็นการฝึกตนให้อยู่กับขณะที่อยู่ตรงหน้า ขณะที่กำลังกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่ให้จิตไหลส่งออกไปข้างนอก ทั้งนี้ เพื่อให้จิตมีความตั้งมั่น และเกิดประโยชน์แก่กิจหรือการงานที่กำลังกระทำให้เกิดผลสมบูรณ์

.

สติ มีสองประเภทคือ สัมมาสติ และมิจฉาสติ สัมมาสติ คือ การมีสติรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งที่ดี ที่เป็นกุศล ไม่เบียดเบียนผู้ใด เช่น การดำรงชีวิต การทำงานปกติประจำวัน มิจฉาสติ คือ การมีสติรู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ดี เบียดเบียน เป็นบาป เช่น โจร ก็วางแผนปล้นอย่างมีสติ ดังนั้น การฝึกดำรงสติอย่างเดียว ไม่ได้นำไปสู่ความสงบในใจได้อย่างแท้จริง แค่สงบได้ชั่วครู่ในขณะที่นั่งสมาธิ แต่เมื่อออกจากสมาธิมาแล้ว จิตใจก็ยังถูกปลุกปั่นด้วยกิเลสเช่นเดิม แต่อาจน้อยกว่าเดิม เพราะเมื่อฝึกใจให้มีสติแล้ว เมื่อถูกกิเลสรุกเร้า ก็จะมีความรู้ทันขึ้น และไม่พลั้งเผลอกระทำผิดศีล หรือเป็นผู้ “พลาด" ในวิถีแห่งความดีงาม

.

การจะพบกับความสุขสงบอย่างแท้จริง ต้องประกอบด้วยการฝึกความมีสัมปชัญญะ และการชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (Vipassana Meditation หรือ Insight Meditation) เพราะกิเลสเป็นตัวก่อให้เกิดมิจฉาสติ และทำให้ใช้ชีวิตจมอยู่ในวงจรของความลวง แม้คิดว่ากำลังเพลิดเพลินอยู่ในความสุข แต่ก็เป็นความสุขที่ไม่เคยพอ ไม่เคยอิ่มกับชีวิต เพราะจิตถูกปั่นให้เกิดตัณหาและความทะยานอยากตลอด

.

การฝึกสติให้สัมฤทธิ์ผลต้องทำทั้งหมด 3 ประการ

1. ฝึกสมาธิอานาปานสติ

2. ฝึกการเดินจงกรม

3. ฝึกจดจ่อกับการเคลื่อนไหวทุกอย่าง ยกเว้น ตอนนอน

.

การฝึกทุกอย่างเกื้อหนุนกันไป จึงจะทำให้สัมฤทธิ์ผล จะมุ่งแต่ฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ดี หรืออาจกล่าวว่าไม่ควร เพราะจะทำให้ไม่ได้รับผลที่พึงได้

.

มนุษย์นั้นกำหนดชะตาชีวิตได้ด้วยตนเอง ไม่สำคัญว่าเราจะเกิดมาด้วยพื้นฐานกรรมอย่างไร แต่ที่สำคัญกว่าคือ ในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ เราจะเลือกใช้มันอย่างไร จะยอมไหลไปตามแม่น้ำแห่งสังสารวัฏ หรือ จะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง กรรมเป็นเครื่องกำหนดชีวิต กรรมเก่าเปลี่ยนไม่ได้ หันมาทำกรรมใหม่ให้ดีแล้วกัน เพราะตัวเราเท่านั้นที่จะต้องรับผลแห่งกรรมทั้งหมด

.

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ที่มา: คัดบางส่วนจากคอลัมน์ “ข้ามห้วงมหรรณพ” นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพฉบับที่ 25


ดู 52 ครั้ง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด