ค้นพบ

ประสบการณ์​ภาวนา คุณแพรววไล


คอร์ส​ปฏิบัติ​ 3-10 กรกฎาคม ​2565 ถือเป็นคอร์สที่มีความพิเศษ​​ เนื่องจากได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อสัญชัย​ จิตตภโล​ ขึ้นเทศน์​สอนเช้าค่ำ อีกทั้งมีคุณ​แม่ชีจากสถานปฏิบัติธรรม​ลานหินป่าโมกข์​ จำนวน​ 5 ท่านมาร่วมปฏิบัติ​ภาวนา พระครูสุทธิชยาภรณ์​ และอาจารย์​โสภิต​ เป็นอาจารย์​ผู้ช่วยสอน


“เลี้ยงเป็ด”

ข้าพเจ้า​นางแพรว​วไล​ อายุ​ 57​ปี จบการศึกษา​ระดับ​ปริญญาโท​ คณะเศรษฐศาสตร์​ มหาวิทยาลัย​แมคควอรี่​ ประเทศ​ออสเตรเลีย​มีประสบการณ์​ทำงานด้านการเงินการธนาคาร​ และสินเชื่อ ได้เป็น​ศิษย์​ในสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานเมื่อปี​ 2560 ปัจจุบันประกอบธุรกิจครอบครัว​ ด้านอัญมณี​และ​เครื่องประดับ

ได้กลับมาเข้าคอร์ส​หลังจากห่างหายไปร่วมปี ในวันแรกและวันที่สองของการภาวนา​ จิตยังคงวนเวียนอยู่​กับทางบ้าน ​หลวงพ่อ​สัญชัย​ จิตตภโล​เมตตาเล่านิทานเรื่อง "เลี้ยงเป็ดให้เป็น" เป็นเช่นไร? ท่านเมตตา​เทศน์​ว่า​ เมื่อเราทำทุกอย่าง​ที่ดีที่สุด​ สร้างโรงเลี้ยง​ ให้ข้าว​ให้น้ำ​ให้วิตามินอย่างดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร? เป็ดจะออกไข่หรือไม่? เราต้องรู้จักปล่อยวาง​ ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตารอว่า​ เป็ดจะออกไข่หรือไม่? เมื่อใด?​ เมื่อเมตตาอย่างยิ่ง​ กรุณาอย่างยิ่ง​ มุทิตาอย่างยิ่ง แล้ววางอุเบกขาอย่างยิ่ง จิตจะปล่อยวาง​ คลายความยึดมั่นถือมั่น ​จิตจะไม่ทุกข์​เลย เมื่อจิตได้ฟังเทศน์​เรื่องนี้จบ พลันน้ำตาของข้าพเจ้าไหลอาบหน้า​ จิตรู้สึก​เบา​ สบาย และโล่งใจ​ เป็นอย่างยิ่ง


“เรารักพระเทวทัต​เสมอด้วยราหุล”​

-​พระ​พุทธเจ้า​-

เมื่อได้ยินคำนี้ครั้งแรก ​ข้าพเจ้ารู้สึกในเมตตาอันไม่มีประมาณของพระพุทธเจ้าที่นำไปสู่ความเข้าใจว่า​ แม้คนที่เราไ​ม่ชอบ​ หากเรายอมรับเขาได้​ ให้ได้เหมือนกับคนที่เราชอบนั้น​ ย่อมนำความสุข​มาสู่ตนเอง​ หรืออีกนัยหนึ่ง​ คือ​การยอมรับได้ทั้งข้อดีและข้อเสียของคนคนนั้น​นั่นเอง


​ในวันที่สอง​ เมื่อมีสติตั้งมั่นได้ดีมากกว่าทุกครั้ง จิตเกิดความเข้าใจปมของลูก และเข้าใจวิธีปลดปมนั้นได้​ จิตผุดขึ้นว่า​ พฤติกรรม​ในวัยเด็กของลูกที่ไม่น่ารัก​ เมื่อต้องการสอนลูกว่า​ พฤติกรรม​นี้ไม่ควรทำ ข้าพเจ้าใช้วิธีเมินหน้าหนี​และบอกกับลูกว่า ​ "ถ้าลูกทำตัวไม่น่ารัก​ แม่จะไม่มอง"

การที่เราเมินหน้าหนี​ลูกถือเป็นการปฏิเสธ​ ทำให้เขาเติบโต​มาอย่างขาดความเชื่อมั่น​ แล้วกลายเป็นคนที่ต้องสมบูรณ์​แบบ​ (Perfect​ionist)​ เท่านั้น ต้องเป็นคนดีอย่างเดียว​เท่านั้น ลูก​ไม่เป็นตัวของตัวเอง​ ถือเป็นการสร้างความเครียด​ให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว​ และที่สำคัญที่สุด​ คือ​ตัวข้าพเจ้าเองเพิ่งเข้าใจว่า​ตนเองก็เติบโตมาด้วยแนวคิดนี้เช่นกัน


เมื่อกลับจากคอร์ส​ ข้าพเจ้า​จึงบอกกับลูกว่า "แม่อนุญาตและยอมรับทุกอย่างที่เป็นลูกครับ"

"ทั้งพฤติกรรม​ที่น่ารักและไม่น่ารัก​ แม่เข้าใจแล้วครับ​ว่าทุกอย่างล้วนเป็นธรรมชาติ​ มีมืดก็มีสว่าง มีขาวก็มีดำ​ จึงจะสมดุ​ล" ลูกชายวัยหนุ่มน้อยยิ้ม​กว้าง และรู้สึกขอบคุณ​ข้าพเจ้า แม่​ได้ให้อิสระ​ และการยอมรับ​ (Acceptance) ลูก​ในแบบที่เขาเป็นเพราะนอกจากคำว่า​ “รัก” แล้ว​ คำว่า​ “ยอมรับลูกในแบบที่ลูกเป็น” เป็นคำที่ทำให้จิตใจทั้งแม่และลูก​รู้สึกถึงความโปร่ง​ โล่ง เบาสบาย​หายใจได้ทั่วท้อง​ หายใจได้อย่างเต็มที่​


“การภาวนาทำให้จิตเปลี่ยน”

เมื่อได้รับกรรมฐาน​แล้ว​ ข้าพเจ้า​ตั้งใจจะปิดอายตนะทั้ง 6 เตรียมพร้อมที่จะนำฉากมากางกั้นผู้อื่น​ โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง​ ต่อเมื่อภาวนาจึงเข้าใจว่า นั่นเป็นการภาวนาที่ผิดทาง​ ภาวนาเพื่อเป็นหุ่นยนต์​ที่ไม่มีจิตใจ​ การปฏิบัติ​ภาวนาแท้จริงเพื่อขัดเกลาจิตใจ​ให้เป็นผู้มีความเมตตาและอ่อนโยนขึ้นต่างหาก​ จึงจะถูกทาง


“กลัวครู​ ไม่ใช่กลัวงู”

ในช่วงการสอบอารมณ์​ ข้าพเจ้าได้รายงานถึงสภาวะจิตตื่น​ทำให้นอนไม่หลับ​และไม่กล้าแม้จะพลิกตัว​หันหลังไปด้านนอก​ เกิดการนอนเกร็งร่างกาย​ และกังวล​ กลัวเสียงต่างๆ​ ที่เกิดขึ้นตาม​ธรรมชาติ​ ท่านอาจารย์​เมตตาถามว่า​ มีสภาวะอื่นใดอีกหรือไม่ ข้าพเจ้าตอบว่า มีภาพคุณ​ครูภาษาไทย​ที่หน้าตาดุเหมือนยักษ์​ ถือไม้เรียวเป็นไม้ท่อนใหญ่​ และข้าพเจ้าถูกตีเพราะท่องบทอะไรสักอย่างไม่ได้​ ท่านอาจารย์​จึงกล่าวว่า​ จัดเป็นการดึงสภาวะความกลัว​ ทำให้กลัวไปหมดทุกอย่าง ข้าพเจ้าจึงตระหนักรู้แล้วว่า ​ที่แท้เราไม่ได้กลัวจิ้งจก​ ตุ๊กแก หรืองูเลย​ เรายังไม่เคยเห็นตัวมันเลย​ด้วยซ้ำ ​ได้ยินแต่เสียง ที่จริงแล้ว “เรากลัวครู​ต่างหาก ไม่ได้กลัวงู”

เมื่อภาวนาแล้วจึงเกิดความสำนึก​และน้อมจิตขอขมาต่อคุณ​ครูภาษาไทย บัดนี้ลูกศิษย์​ผู้นี้​มีความรู้ความสามารถ​ภาษาไทยแตกฉาน​ ก็เพราะคุณ​ครูสอนสั่ง​และเข้มงวดนั่นเอง


“จิตกตัญญู​ เท่ากับ จิตนิพพาน”

หลวงพ่อสัญชัย​ จิตตภโล ​เมตตาเทศน์สอน​เรื่อง จิตกตัญญู​ คือ​ จิตนิพพาน เมื่อจิตมีความหยาบกระด้าง มีทิฐิมานะ​ อิจฉาริษยา​ ให้หันกลับมาคอยเตือนตน​ให้​สำนึก “รู้คุณ​ท่าน”​ พ่อแม่เหมือนครูคนแรก​ พี่สาว​ พี่ชายคนโตเสมือน​พ่อแม่คนที่สอง คุณครูที่สอนตั้งแต่ประถม​ และส่งต่อมาจนเราประสบความสำเร็จ​ทุกวันนี้ให้ระลึกถึง​ รู้คุณ​ท่าน​ การไม่ยกตนข่มท่าน​ การไม่ไปตีตนเสมอท่านถือเป็นการลดอัตตาตัวเอง​ จัดว่า​ละมานะ สังโยชน์​ข้อ 8 ​ได้ การไม่นำทุกข์​ทับถม​จิต​ใจ​ จัดเป็นข้ออุทธัจจะ การละสังโยชน์​ข้อที่ 9​ นำไปสู่​การละสังโยชน์​ข้อที่ 10 คือ อวิชชา​ ได้ในที่สุด​


“ติดดี”

ข้าพเจ้าลงชื่อเป็นจิตอาสาทำความสะอาดห้องน้ำ​หอปฏิบัติในช่วงปฐมนิเทศ​ ผู้จัดการคอร์ส​ได้แจ้งไว้แล้วว่า​ เวลาทำงานอาสาทั้งช่วงเช้าและเย็น​ ต้องยุติลงทันที​ 30​ นาทีก่อนขึ้นปฏิบัติ​ ซึ่งในวันแรกข้าพเจ้ายังคงทำหน้าที่เกินเวลามา 5 นาที​เพื่อทำให้เสร็จกิจจนห้องสุดท้าย​ มีความอยากให้ห้องน้ำสะอาดทุกห้อง​ เพื่อผู้ปฏิบัติ​จักได้ใช้ห้องน้ำที่​สะอาด เมื่อทำความสะอาดเสร็จ​เรียบร้อย​แล้ว​ จิตก็ขึ้นมาสอนว่า นี่แหละที่เรียกว่า ​“ติดดี” ไม่สามารถละวางหน้าที่ได้ ตามเวลา​ที่กำหนด​ ในวันถัดๆ มาจึงทำความสะอาดจนถึงเวลาที่กำหนด ​ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น


“เหนือฟ้ายังมีฟ้า”

หลวงพ่อ​สัญชัย​ จิตตภโล เมตตาเทศน์​ในค่ำคืนหนึ่ง​ว่า เราเกิดมาเป็นทายาทของกรรม​ มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทุกคนหนีกฎแห่งกรรม​ไปไม่ได้เลยสักคนเดียว แต่​ "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" "เหนือกฎแห่งกรรม​ ยังมีวิปัสสนา" ช่างเป็นคำพูด​มหัศจรรย์​ ไม่เคยได้ยินที่ใดมาก่อน​ เกิดเป็นขวัญ​กำลังใจ​ในการมุ่งมั่นปฏิบัติ​ภาวนายิ่งๆ ขึ้น


“ถอดสมมติ”​

ท่านอาจารย์​เมตตานำการภาวนาก่อนการภาวนาว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นหญิง​ เป็นชาย​ ฆราวาส​หรือบรรพชิต​ จะสูงวัยหรือหนุ่ม​สาวให้ถอดสมมติออกเหลือเพียงดวงจิตมีสติตั้งมั่น ในการภาวนา​ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่า​ หากทุกคน​มีเพียง​จิต​ เราทุกคนเป็นเพื่อนร่วม เกิด​ แก่​เจ็บ​ ตาย​เหมือนกัน​หมด สิ่งต่างๆ ที่ทำให้เรารู้สึก​แตกต่างแท้จริงเป็นเพียงเปลือก​เท่านั้น


“ภาวนา​คือ​หน้าที่”

ระหว่างรับประทาน​อาหารเวลาเพล​ สายตาไปเห็นป้ายที่ติดไว้หน้าเรือนอาหาร​ ภาวนา​ คือ​ หน้าที่​

จากเดิมเข้าใจว่า​ คือการภาวนาที่เรากำหนดขึ้นมา​ ตั้งเป็นสัจจะ​แล้วปฏิบัติ​ตามนั้น​

และแล้วข้าพเจ้าบังเกิดความเข้าใจใหม่ขึ้น นั่นคือ​ หน้าที่สำคัญที่สุด​ของข้าพเจ้าในภพชาตินี้

.. คือ​ ภาวนา​เพื่อพาจิตเดิมกลับบ้าน

.. คือ​ การมีสติรู้ชัดทุกวินาที​ ไม่เฉพาะในชั่วโมง​ปฏิบัติ ​ไม่เฉพาะบนอาสนะเท่านั้น​

.. คือ​ การใช้ชีวิต​อย่างเป็นผู้มีสติ​รู้​ชัดทุกอิริยาบถ​ ตื่นรู้ทุกวินาที​ ในทุกลมหายใจ​นั่นเอง


“ตำราพิชัยยุทธ”

พระครู​สุทธิชยาภรณ์​ พระอาจารย์​ผู้ช่วยสอน​ ได้เมตตาสอนว่า ตำราพิชัยยุทธในการภาวนาเตโช​วิปัสสนา​ รวมเป็นคำคำเดียวว่า “แน่น” การภาวนาที่รวมกายและจิตเป็นหนึ่งเดียว​ แนบแน่นเป็นจิตนักรบ กล้าหาญ​ สง่างาม​ องอาจ​ ไม่หวั่นไหว เป็นการตอกย้ำให้ข้าพเจ้า​เข้าใจ​ในการปฏิบัติ​เตโช​วิปัสสนา​ได้อย่างดียิ่งขึ้น


“STILL”

ข้าพเจ้านำขวดน้ำดื่มยี่ห้อจากต่างประเทศ​ไว้ใช้ที่ธรรมสถาน​ด้วย ในระหว่างเวลาพักดื่มน้ำ เห็นคำว่า “Still”​ ที่ฝาขวด ข้าพเจ้าแปลความหมายคำนั้นว่า “นิ่ง”​ อ้อ​ เราจักต้องภาวนาให้ “นิ่ง” เมื่อลงมาภาวนาที่เรือนโพธิ์​นั้น​ ข้าพเจ้าภาวนาด้วยจิตนักรบให้นิ่งแต่ยังไม่เข้าใจ “นิ่ง” จนกระทั่ง​ลืมตามาเห็นแม่ชีทั้ง 5 ท่าน​ที่ภาวนาแบบนิ่ง​ จึงนึกถึง​คำว่า​ Power of being Still แต่เหมือนยังไม่ใช่ความหมายที่แท้จริง จนกระทั่ง​ได้เหลือบเห็นเทือกเขาหินปูนที่กำลังแสดงธรรม​ให้ดูอยู่​ตลอดเวลา​ โดยข้าพเจ้าไม่เคยมองเห็นเลย ​ภูเขากำลังแสดงความหนักแน่น​มั่นคงแข็งแกร่ง​และเสถียร​นี่เอง Power of being Still คือ “ให้มีความเสถียร” นี่เอง


ในวันแบ่งบุญ ​ข้าพเจ้า​ภาวนา 15 นาทีก่อนเวลาเพล​ เกิดเวทนาอย่างมาก​ เมื่อระฆังดังขึ้น จิตข้าพเจ้า​บอกเลยว่า ปุถุชน​กับอริยชนต่างกันตรงการวางอุเบกขา ​โดยหลวงพ่อ​สัญ​ชัย​ ได้เมตตาเทศน์​สอนยามค่ำว่า จิตพระอรหันต์​ คือ​จิตที่วางอุเบกขา​สมบูรณ์​

แจ่มแจ้งจริงหนอ


ขอน้อมกราบสำนึก​ในพระมหากรุณ​า​ธิคุณ​แห่งสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธ​เจ้าทุกพระองค์​สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธ​เจ้าโคดม​ คุณ​พระศรี​รัตนตรัย ​และ​พ่อแม่ครู​อาจารย์​ทุกภพทุกสมัย​ พระอาจารย์​สมเด็จ​พระพุฒาจารย์ (โต​ พรหม​รังสี)​ และน้อมสำนึกใน​เมตตา​อันไม่มีประมาณ​ของท่านอาจารย์​อัจฉราวดี วงศ์​สกล​