จิตเปลี่ยนเมื่อพบธรรมแท้

ประสบการณ์ภาวนา ทพญ.เบญจม์ภัทร

เส้นทางธรรมของข้าพเจ้าเริ่มต้นเมื่อประมาณปี 2556 ข้าพเจ้าพบกับความทุกข์ แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยพบกับความผิดหวังเสียใจมาบ้าง แต่ก็ไม่หนักหนาเท่า เมื่อข้าพเจ้าพบกับความทุกข์ จึงเริ่มศึกษาธรรมะ โดยในตอนนั้นได้หาซื้อหนังสือธรรมะมาอ่านก็พบว่ารู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่เมื่อถูกกระทบก็พบว่ายังมีความเสียใจ ยังร้องไห้อยู่ จนวันหนึ่งข้าพเจ้าได้พบหนังสือ เตโชวิปัสสนาเปิดประตูนิพพาน แต่ไม่ได้ซื้อ เพราะเห็นที่หน้าปกบอกว่าสื่อจิตมาสอนโดยสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) กลัวว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับญาณทิพย์จึงไม่สนใจ ก็ตระเวนอ่านหนังสือธรรมะเล่มอื่น ๆ อีกหลายเล่ม จิตใจก็สงบได้เป็นพัก ๆ เมื่อถูกกระทบก็ปวดร้าวเสียใจอีก

มาวันหนึ่งที่รู้สึกเสียใจมาก เดินเข้าร้านหนังสือก็พบว่าหนังสือต่าง ๆ ในชั้นเหล่านั้นข้าพเจ้าซื้ออ่านเกือบทุกเล่มแล้ว แล้วก็เห็นหนังสือเล่มเดิม เอ้า ไม่รู้อย่างไรนึกอยากลองอ่านดูจึงซื้อมา แต่แล้วก็ยังไม่ได้อ่าน วางรวมไว้กับหนังสือธรรมะเล่มอื่น ๆ อยู่อีกนาน จนวันหนึ่งเมื่อได้ลองหยิบมาอ่านดู ปรากฏว่าแต่ละหน้าที่อ่านข้าพเจ้า รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้ทำไมจึงสนใจ และเข้าใจในธรรมะนั้น ๆ ซึ่งถึงแม้จะเต็มไปด้วยเรื่องในมิติทางจิตที่น่าอัศจรรย์เกินกว่าที่คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์จะเชื่อได้ แต่ลึก ๆ ข้าพเจ้ารู้ว่านี่คือของจริง เพราะข้ออรรถธรรมต่าง ๆ เป็นไปในแนวทางเดียวกับเล่มอื่นที่ข้าพเจ้าอ่าน ข้าพเจ้าอ่านรวดเดียวจบและรู้สึกปีติอย่างมาก และคิดว่าเราจะต้องมาปฏิบัติสายนี้ให้ได้ จึงสมัครเข้าคอร์สในปี 2557

เมื่อจบคอร์สแรก ข้าพเจ้ารู้สึกโปร่ง โล่ง เบา จิตยิ้ม กายก็ยิ้ม และมั่นใจว่า นี่แหละคือทางแท้ที่จะพาเราพ้นทุกข์ เราเป็นผู้หญิงไม่สามารถบวชได้ ก็ขอบวชใจตอบแทนพระคุณบิดามารดา แม้อ่อนวินัยการภาวนาแต่ข้าพเจ้าก็ไม่ทิ้งทางแห่งธรรมนี้ ศรัทธาที่มียังมั่นคง โดยในคอร์สหนึ่งคำสอนของท่านอาจารย์ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดอย่างมาก ท่านเมตตาแผ่พลังให้เพื่อเปิดทางให้เราสามารถปฏิบัติได้ แต่แล้วก็ไม่มีวินัยหวังเพียงจะมาพึ่งพลังพ่อแม่ครูอาจารย์ในคอร์ส ซึ่งท่านกล่าวว่าผู้ที่ไม่มีวินัยนั้น ดูดดึงพลังจากท่านไปก่อนคนอื่น ๆ เลย ข้าพเจ้ารู้สึกผิดเป็นอย่างมากและคิดว่าเราจะไม่ยอมอ่อนแออีกแล้ว จึงเพียรพยายามขุนกำลังของจิตให้มีวินัยขึ้นมา ประกอบกับได้มีโอกาสเข้าร่วมกลุ่มตั้งสัจจะภาวนา ซึ่งต้องภาวนาอย่างมีวินัยและอาสา ข้าพเจ้าก็เลยเข้ากลุ่ม

คอร์สล่าสุดคือคอร์สที่ 7 ของข้าพเจ้า เมื่อฟังธรรมบรรยายช่วงค่ำ ก็มีปีติน้ำตาไหลรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดายิ่งนัก

ในวันพุธที่ 14 มี.ค. 61 ท่านอาจารย์มาสอนในวันแรก เมื่อฟังคำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า เราเป็นฆราวาสที่มุ่งหมายพระนิพพานต้องทำหน้าที่ทั้งสองฝั่งคือ ทางโลกและทางธรรม โดยไม่ทิ้งภาระแต่ต้องเบี่ยงองศาและมีความหนักแน่น ความจริงจัง ต้องปักหมุดและเดินตามแผนที่อย่างไม่บิดพลิ้ว โดยต้องติดอาวุธ คือ หนึ่ง รักษาศีลให้บริสุทธิ์ยิ่งชีพ สอง ทำความดีให้ถึงพร้อม (ทำอย่างตั้งใจเต็มที่ เช่น การทำทานก็มิใช่เป็นเพียงการปัดเศษเฉกเช่นการให้ทิป แต่ต้องทำเพื่อให้จิตคลายจากการกอดรัดในทรัพย์สมบัติ เป็นไปเพื่อการสละออก) สาม การภาวนาชำระจิตให้บริสุทธิ์ และ สี่ สำคัญคือการมีสติ สัมปชัญญะ รู้ให้ชัด เมื่อรู้ชัดอายตนะที่เคยเป็นเครื่องมือของกิเลสก็จะเปลี่ยนเป็นอาวุธในการปิดไม่ให้กิเลสเข้ามาได้

ข้าพเจ้าตั้งใจฟังและรู้สึกว่าที่ผ่านมาเรารู้ไม่ชัด เราเผลอคิดหลงวนไปกับเรื่องต่าง ๆ อยู่นานกว่าจะรู้ตัว และเราต้องปิดอายตนะเพื่อปิดทางเข้าของกิเลส ข้าพเจ้านึกถึงคำสอนของหลวงพ่อฤาษีแห่งวัดท่าซุงที่ข้าพเจ้าเคยฟังธรรมบรรยาย ว่า อย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น และ อัตนา โจทยตานัง จงกล่าวโทษโจทก์ความผิดของตนไว้เสมอ ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติ

ค่ำวันนั้น ธรรมบรรยายกล่าวถึงท่านอุปกะ ท่านเคยเป็นพราหมณ์ เมื่อมีภรรยาและบุตร ก็ต้องเปลี่ยนมาหาเลี้ยงชีพโดยรับจ้างหาบเนื้อ ท่านอาจารย์สอนว่าชีวิตของท่านอุปกะที่เราฟังนั้นใช้เวลานิดเดียว แต่ท่านอุปกะต้องทนทุกข์ทรมานหาบเนื้อ ทั้งหนักทั้งเหม็นเหนื่อยแสนเหนื่อย เมื่อกลับบ้านก็ยังถูกภรรยากล่าววาจาเชือดเฉือนให้ช้ำใจ เจ็บจมทุกข์ นี่แค่ภพเดียวชาติเดียวเท่านั้น เราติดหลงวนมาไม่รู้เท่าไหร่กี่ภพกี่ชาติ จะวนกลับมาเกิดอีกหรือ จะวนกลับมาหาบเนื้ออีกหรือ ข้าพเจ้าน้ำตารินด้วยความรู้สึกสลดสังเวชใจในภพชาติ และคิดว่าเราพบทางแล้ว เราจะตั้งใจเพียร เราจะหนักแน่น เราจะไม่กลับมาหาบเนื้ออีกแล้ว

วันพฤหัสที่ 15 มี.ค. 61 คำสอนนำของท่านอาจารย์ทบทวนสติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม ท่านอาจารย์เน้นให้รู้ชัดและให้มีอุเบกขา ข้าพเจ้าปรับการภาวนาตามคำสอนของท่านอาจารย์ เพ่ง ตรึง รู้ มีอะไรก็รู้ รู้แล้ววางเฉย สติจดจ่ออยู่ที่จุดสัมผัส พอมีความคิดฟุ้งซ่าน ก็รู้ แล้ววาง การภาวนามีความร้อนที่ศีรษะตามเดิม และมีเวทนาปวดขาซ้ายอย่างมาก ปวดมาก ๆ จากที่เมื่อก่อนข้าพเจ้าจะอดทน อดทนกับความปวดนั้น และคอยว่าเมื่อไรจะหายปวด ข้าพเจ้าก็ปรับการภาวนา ภาคบ่ายท่านอาจารย์เทศน์สอน ปฏิจจสมุปบาท และท่านสอนว่า จิตเดิมออกจากคุก เดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางอาจถูกตี ถูกกิเลสล่อลวง ถูกกรรมเล่นงาน เบี่ยงไปบ้างทรุดไปบ้างก็ต้องหนักแน่น ต้องมีศรัทธาที่มั่นคงอย่าหลงผิดศีลหลงทำชั่ว ถึงจะถูกเบี่ยงไปทรุดไปก็ยังต้องหนักแน่นก้าวเดินต่อไป เดินไม่ไหวคลานไปก็ยังดี ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งและมีกำลังใจอย่างมาก

เช้าวันศุกร์ที่ 16 มี.ค. 61 ท่านอาจารย์สอนนำในภาคเช้าให้มีความเสถียรคืออุเบกขา ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ อุเบกขาต่อโลกธรรมทั้ง 8 และการวางจิตให้นิ่งเป็นอุเบกขาระหว่างภาวนาซึ่งคือความเสถียร และต้องเริ่มต้นด้วยความกล้าหาญองอาจ ทุกการภาวนาคือการออกศึกมีสภาวะใด ๆ มีเวทนาใด ๆ ไม่ตามดู ไม่ตามรู้ ไม่ทำปฏิกริยา เพราะถ้าเรามีปฏิกริยาจะพัฒนาเป็นการยึด เมื่อข้าพเจ้าไปปฏิบัติต่อที่กุฏิ ก็มีความร้อนและเวทนาที่ขาซ้ายอย่างมาก ข้าพเจ้าอดทนและปฏิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์ รักษาความเสถียร รักษาอุเบกขา แม้จะปวดเท่าไรก็จะยืนหยัดไม่เปลี่ยนท่านั่ง ตรึงอยู่ที่จุดสัมผัสเฉกเช่นได้รับคำสั่งมาจากท่านแม่ทัพ ให้เฝ้าที่จุดนี้ข้าพเจ้าก็จะตรึงที่จุดนี้ ความปวดทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงที่สุด มีความรู้สึกอยากขยับ ขยับสิ ขยับสิ เกือบจะตลอดแต่ข้าพเจ้าไม่ขยับ จนในที่สุดความเจ็บปวดค่อย ๆ คลายลงและผุดประโยคที่ว่า “รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต นี้แหล่ะคือธรรม” ฉับพลันก็เกิดปีติขนลุกซู่

ในภาคบ่ายท่านอาจารย์สอน เรื่องความก้าวหน้าของจิต วัดกันที่ความรู้ชัด กตัญญู และอุเบกขา ท่านสอนว่า ความกตัญญูคือสิ่งที่มารเห็นแต่เอื้อมไม่ถึง ท่านเน้นให้มีความกตัญญูต่อผู้มี พระคุณ บุพการี ครูผู้อดทนสอนเรามา ก็ต้องรำลึกถึงพระคุณ ตลอดจนเมื่อออกหาทางพ้นทุกข์ สถานที่ อาหาร การเป็นอยู่ แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย ท่านเขียนบอกแก่แม่ครัว อาหารต้องไม่มีกลิ่นแรง เช่น หอม กระเทียม ก็มีไม่ได้ เพราะจะรบกวนผู้ปฏิบัติที่จิตละเอียดขึ้น ทุกอย่างถูกเตรียมไว้ให้หมดแล้ว ท่านกล่าว “แม่เตรียมให้หมดแล้ว ขอแค่นั่งภาวนาเถอะลูก” ข้าพเจ้าซาบซึ้งสำนึกในพระคุณของท่านอาจารย์ยิ่งนัก

เมื่อท่านเรียกสอบอารมณ์ ทำนบน้ำตาของข้าพเจ้าแตกอีกแล้ว ข้าพเจ้ารายงานท่านว่า ข้าพเจ้าเห็นกระดาษที่ติดในห้องครัว ตอนที่มาเป็นธรรมะบริกรข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในมหาเมตตาของท่านอาจารย์ยิ่งนัก (กระดาษนั้นมีลายมือของท่านอาจารย์ ใจความเขียนถึงอาหารตัดกิเลสที่ต้องไม่เผ็ด ไม่เป็นพวกแกงป่า ต้มยำใด ๆ และให้หั่นอาหารชิ้นไม่ใหญ่ เพื่อให้ผู้สูงวัยเคี้ยวได้)

ท่านมีความห่วงใยมีความเมตตาให้ทุก ๆ คน มิมีประมาณอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเรียนท่านอาจารย์ว่า ศิษย์ไม่มีวันลืมพระคุณท่าน จะซื่อสัตย์จงรักภักดีและรักษาจิตกตัญญูไว้ตลอดลมหายใจ

ในวันสุดท้ายข้าพเจ้าตื่นเช้ามา จิตก็ผุดประโยคที่ว่า “การแสดงความกตัญญูต่อท่านอาจารย์อย่างหนึ่งที่ทำได้คือ การทำธรรมที่มีให้เจริญ” ข้าพเจ้าขอรักษาความกตัญญูไว้ยิ่งชีพ จักระลึกไว้เสมอว่า มีวันนี้ได้เพราะใคร ยิ่งปิดอบายแล้วข้าพเจ้ายิ่งต้องเพียร

น้อมกราบแทบพระบาทพระบรมศาสดา คุณพระศรีรัตนตรัย พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช องค์หลวงปู่ปาน โสนันโท พระราชพรหมยาน (องค์หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง) และพ่อแม่ครูอาจารย์ ทั้งหมดทั้งมวล ด้วยเศียรเกล้า น้อมกราบแทบเท้าขอบพระคุณมารดา บิดา ผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิต ให้ความรัก ความเกื้อหนุนข้าพเจ้ามาโดยตลอด น้อมขอบพระคุณพี่ดารณี และกัลยาณมิตรห้องตั้งสัจจะภาวนา ที่คอยให้คำปรึกษาให้กำลังใจ ให้พากเพียรและมีวินัย รวมถึงกัลยาณมิตร ทุก ๆ ท่านค่ะ

#รชด #ภาวนา #สตปฏฐานส #พระอาจารยสมเดจพฒาจารยโต #รใหชด #เรองเลา #พระอาจารยสมเดจโต #ฆราวาส #ธรรมะ #ฝกสต #เพงดกาย #สมปชญญะ #สมาธ #ชำระจต #สต #ฝกสมปชญญะ #เตโชธาต #รตวทวพรอม #อาจารยอจฉราวดวงศสกล #ดจต #นอกวด #เพยรเผากเลส #ปฏบตธรรม #เผากเลส #วางเฉย #ฆราวาสบรรลธรรม #สมเดจโต #อเบกขา #วปสสนา #เพง #ขณะจต #นพพาน #เพยร #ธรรมแท #เพงดจต #กรรมฐาน #หลดพน #สมเดจพฒาจารยโต #เตโช #สตสมปชญญะ #จตบรสทธ #เตโชวปสสนา #ประสบการณ #เพยรภาวนา

ดู 0 ครั้ง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด