บัณฑิตแท้


ในกิจการงานทั้งโลกหรือทางธรรม ท่านจำแนกความต่างในการงานของคนที่ปัญญา คือ ความเป็นพหูสูตหรือบัณฑิต เพราะบัณฑิตแท้นอกจากจะมีปัญญาและทักษะแล้ว ย่อมรู้จักพิจารณาไตร่ตรองปัญหาใด ๆ โดยปราศจากอคติที่จะเอาชนะ หรือเพื่อจะไม่ต้องรับผิดชอบ หรือปัดโทษให้พ้นตัว . ขึ้นชื่อว่าการทำกิจการงานใด ย่อมต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเป็นตัวแปรกำหนดการส่งผล ความสำเร็จในกิจการหลายอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว การไตร่ตรองให้รอบคอบจะทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงที่สุด คนที่ทำอะไรด้วยอารมณ์ หรือ Passion การใช้แต่ความชอบทำเป็นที่ตั้ง แต่ขาดการไตร่ตรอง ย่อมพลาดได้ . องค์พระสัพพัญญูพระบรมศาสดาทรงสอนเรื่อง การไตร่ตรองไว้ในหัวข้ออิทธิบาท 4 เป็นบาทฐานแห่งความสำเร็จ ข้อสุดท้ายคือ วิมังสา จากทั้งสี่ข้อคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฉันทะคือความรักในการงาน วิริยะ = ความเพียร จิตตะ = มีใจฝักใฝ่ คำสอนของพระองค์นั้นหากยกน้อมไว้ใส่เกล้าใส่กระหม่อมและเดินตามทางทุกอย่าง คำว่า “พลาด” แทบจะไม่มีเลย คนส่วนมากที่ขยันทำการงานมักมี 3 ข้อแรก แต่ขาดข้อสุดท้ายคือเดินหน้าจะลุยลูกเดียว แต่ขาดการไตร่ตรองให้ดี . ฝรั่งที่มืออาชีพจริง ๆ เวลาทำงาน เขาจะวางอคติก่อนเลย และคิดไตร่ตรองตามหลักการและทักษะที่เรียนรู้มา เขาจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คนไทยต้องเสียเงินมากมายกับการจ่ายค่าที่ปรึกษาให้ ทั้ง ๆ ที่คนไทยมีฝีมือแต่มักขาดวิมังสา และบางครั้งก็ทำอะไรด้วยคติหรือจิตที่ลำเอียง 4 ประการคือ

1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะความรักใคร่ชอบพอ 2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะความรู้สึกโกรธเกลียดชัง หรือไม่ชอบหน้า 3. โมหาคติ ลำเอียงเพราะความหลงหรือความโง่เขลา ไม่รู้ทันเหตุการณ์ที่ แท้จริง 4. ภยาคติ ลำเอียงเพราะความขลาดกลัว เกรงใจ เกรงอิทธิพลกลัวจะเสียผลประโยชน์ . เราอยู่ในโลกที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หากปล่อยให้จิตเอียงด้วยคติข้อใดข้อหนึ่ง ก็จะต้องมีคนใดคนหนึ่งไม่ได้รับความยุติธรรมจากความลำเอียงของเรา ความอยุติธรรมจะนำไปสู่ความโกรธ ความคับแค้นใจ เป็นการสร้างกรรมและเพิ่มจำนวนเจ้ากรรมนายเวรให้ต้องมาชดใช้ต่อกัน . อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่มา : คัดจาก ถ้อยคำจากท่านอาจารย์ เรื่อง “รากฐานธรรมกับบุคคลที่หาได้ยาก 2 ประเภท” 6 กันยายน 2018

ดู 11 ครั้ง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด