"อภิชาตบุตรชวนแม่ปฏิบัติธรรม"


ปกติแล้วแม่มักเป็นฝ่ายชี้ชวนให้ลูกปฏิบัติธรรม แต่ก็มีแม่หรือบุพการีไม่น้อยที่ปฏิเสธหรือไม่สนใจการปฏิบัติภาวนาเลย เพราะห่วงเรื่องการหาเลี้ยงชีพ . พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การตอบแทนบุญคุณบิดามารดาที่ดีที่สุด คือหากท่านไม่มีศรัทธาก็ให้ท่านมีศรัทธา หากไม่มีศีลก็ทำให้ท่านมีศีล เพราะหากไม่มีอริยทรัพย์ติดตัวเมื่อตายจากภพนี้ไปแล้วชีวิตก็จะตกต่ำยิ่งขึ้น เพราะตอนมีชีวิตอยู่ไม่ขวนขวาย หลายครั้งที่มีศิษย์มาปรารภเช่นนี้ ครานี้อาจารย์จำลองบทสนทนา เพื่อให้ผู้มีปัญหาแบบนี้มีแนวทางในการสนทนาเพื่อเปิดปัญญาให้บุพการี .... แม่ : ไปภาวนาอีกแล้วเสียงานเสียการ ไปแล้วจะเอาอะไรกิน บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ ไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ลูก : ครับแม่ คือ.. ถึงจะไปภาวนายังไงผมก็ไม่ได้ละเลยในภาระต่างๆ แค่แบ่งเวลาให้สมดุลเท่านั้น การไปภาวนาก็เพื่อทำจิตเกิดสมาธิและปัญญา ความคิดในการทำงานก็จะดีและคมขึ้นมาด้วย ดีกว่าหมกมุ่นอยู่กับการทำงานทุกวัน ปล่อยให้สมองตีบตัน นอกจากจะได้เพิ่มความสามารถในการทำงานแล้ว ก็ยังได้เพิ่มบุญบารมีไว้เกื้อหนุนชีวิต คนเราหากปล่อยให้บุญหมด ไม่มีอะไรหนุนแล้วชีวิตเจริญยาก แล้วเวลาวิบากกรรมเล่นงานก็ล่มจมได้ง่ายๆนะครับแม่ .. แม่ : บุญจะหนุนได้ยังไงก็แล้วแต่ แต่เงินต่างหากที่ทำให้สุขสบายได้ ลูก : จริงครับแม่ เงินทำให้สุขสบายได้จริง แต่ที่เราไม่ได้เกิดมา บนกองเงินกองทอง ต้องทำงานหนัก ก็เพราะไม่ได้ทำทานด้วยจิตศรัทธาไว้ไงครับแม่ หากในอดีตชาติเราไม่เคยแบ่งปันทรัพย์ให้แก่ใครเพื่อความดีงามของผู้อื่น ผลกรรมก็ทำให้เกิดมาเป็นคนอัตคัดในทรัพย์ คนที่ทำทานแต่อดีตทำให้เขาเกิดมาก็มีทรัพย์เป็นฐานบุญรออยู่ และยิ่งหากรักษาศีลบำเพ็ญภาวนาชีวิตก็จะยิ่งดีงาม อย่างมีเรื่องเล่าจากสมัยพุทธกาลว่า มีชายเข็ญใจคนนึงเขายากจนมากที่สุดกว่าใครในเมืองเขากำลังเดินทางจะไปทำนา เมื่อเห็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าเดินผ่านมาด้วยอาการสงบ เขาเกิดศรัทธาและก็คิดว่า ที่เขาจนขนาดมีแค่ข้าวกินแต่ละมื้อเท่านั้น คงเป็นเพราะในอดีตชาติเขาไม่ให้ทานกับใครเลย เขานึกสะท้อนใจในบุพกรรมของตน ด้วยความเลื่อมใสในพระปัจเจกเขาเลยตัดสินใจถวายข้าวที่เตรียมมาสำหรับตนถวายท่าน ขณะที่กำลังเอาข้าวหย่อนลงในก้นบาตร เขาอธิษฐานว่า “ด้วยอานิสงส์แห่งทานนี้ ขอคำว่า "ไม่มี"อย่าได้บังเกิดแก่ข้าพเจ้า” ถวายแล้วเขาก็มีจิตเบิกบาน พระปัจเจกพระพุทธเจ้าก็อวยพรให้เขาสมปรารถนา ด้วยอานิสงค์นี้ ทำให้ชาติต่อมาเขาเกิดเป็นเจ้าชายอนุรุธ ที่มีพระมารดารักมาก อยากได้อะไรก็จะหาให้เจ้าชายทุกอย่าง เป็นไปตามที่เคยอธิฐานไว้ .. แม่ : เรื่องเล่าของลูกสนุกดีนะ แต่โอ้โห แค่ใส่บาตรด้วยข้าวก้อนเดียว เกิดชาติหน้าได้เป็นเจ้าชายเลยหรือ แล้วที่แม่ตักบาตรมาตั้งนานทำไมไม่รวยสักที ลูก : แม่ครับ คือเรื่องนี้มีปัจจัยหรือแรงหนุนต่างกัน คือ อาจารย์วิปัสสนาของผมท่านสอนอธิบายไว้ว่า เหตุที่เขาถวายข้าวก้อนเดียวแล้วได้เกิดเป็นเจ้าชายก็เพราะ . 1. ชายผู้นี้เขาพบเนื้อนาบุญที่สูงส่งมาก คือพระปัจเจกพระพุทธเจ้า 2. ชายผู้นี้เขาทำด้วยจิตศรัทธาจริงๆ เขาทำเพราะเห็นความผิดพลาดของตน แล้วทรัพย์เดียวที่เขามีทั้งชีวิตคือข้าวก้อนนั้นที่ใช้ยังชีพ สำหรับคนธรรมดาก็ยังมีทรัพย์ต่างๆ มากมาย แต่สำหรับเขานั่นคือที่สุด และเขาได้สละสิ่งที่เขามีด้วยการคลายความยึดมั่นถือมั่นอย่างแท้จริง จึงเกิดเป็นอานิสงส์มากมาย 3. ตอนอธิษฐาน เขาไม่ได้อธิษฐานด้วยความโลภ หากดูผิวเผิน การอธิษฐานว่า “ขอคำว่าไม่มีจงอย่าบังเกิดแด่ข้าพเจ้า” เราอาจคิดว่าดูจะโลภไปมั้ย แต่เขาอธิษฐานด้วยจิตที่เห็นโทษภัยของการไม่ให้ทาน จิตขณะนั้นเขาเห็นธรรมครับแม่ เขาเห็นโทษภัยของความตระหนี่และความยึดมั่นถือมั่น ด้วยจิตที่เห็นโทษและเห็นธรรม เขาจึงอธิษฐานอย่างแน่วแน่ ด้วยปัจจัยทุกอย่างประกอบกัน จึงส่งผลให้เกิดอานิสงส์สูงมาก เกิดชาติต่อไป เขาเลยได้เป็นเจ้าชายและต่อมาก็ได้บวชจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วย .. ท่านอาจารย์สอนว่า ไปอธิษฐานแบบนั้นไม่ได้นะครับแม่ เพราะหากอธิษฐานด้วยจิตโลภในบุญ จะเกิดเป็นตัณหาจะดึงกระแสบุญไปมาก ที่คนในยุคปัจจุบันที่ทำบุญกัน เรามักทำบุญตามประเพณี ทำบุญเพื่อหวังผลในบุญในแบบการลงทุน ไม่ได้ทำด้วยจิตศรัทธาหรือเพื่อสละคืน ทำให้ทำบุญแล้วได้อานิสงส์น้อย พระอริยสงฆ์รูปนึงท่านยังเล่าเลยว่า ยายคนนึงใส่บาตรแล้วแต่กลับไปเกิดในอบายภูมิ เพราะได้แต่ทำบุญตามประเพณี ไม่มีจิตศรัทธาอย่างแท้จริง .. แม่ : อ้าว แล้วยังงี้ จะทำยังไงให้ทำบุญแล้วได้บุญแบบนั้นบ้าง ลูก : ต้องเริ่มที่การชำระจิตให้บริสุทธิ์ก่อนครับแม่ หากจิตยังถูกปกคลุมด้วยกิเลส การทำกุศลก็จะไม่ได้ผลเต็มที่ และที่สำคัญต้องรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ จะทำให้จิตมีพลังและอานิสงค์ก็จะสูงขึ้นด้วย แม่ : จะรักษาศีลได้อย่างไง แม่ไม่เห็นใครจะรักษาศีลได้เลย เห็นออกจากวัดเสร็จก็กินเหล้าเมายา โกหกกันเป็นนิจ ใครๆ เขาก็ทำกัน รักษาศีลเข้มเข้า เขาก้อเยาะว่าบ้าบอ เพี้ยนไปแล้ว แม่ไม่อยากให้ใครเขามองว่าบ้านเราสุดโต่ง .. ลูก : แม่ครับ การรักษาศีลนี่ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้านะครับ ใครที่กล่าวหาว่าผู้รักษาศีลเป็นคนสุดโต่ง นี่ก็กรรมของเขาละครับแม่ เป็นกรรมปรามาสด้วย แม่เห็นมั้ยครับว่า บางคนที่เขาสวย ผิวพรรณงาม เกิดมาก็มีฐานะดีแล้ว นั่นก็เพราะอดีตชาติของเขาเคยรักษาศีลห้าและศีลแปด แล้วเขาก็ทำทานเกื้อหนุนผู้อื่น แต่ละคนเกิดมาสูง ต่ำ ดี เลว จน รวยต่างกันตั้งแต่ฐานะตอนเกิด ก็เพราะฐานบุญที่เขาสะสมมา พอมาชาตินี้เขาทำดีก็จะยิ่งทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่หากทำชั่วและคบคนชั่วเป็นมิตรก็จะสะสมอกุศลกรรม ทำให้ชีวิตในภายหน้าตกต่ำวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารแบบนี้ นอกจากจะชำระจิตประหารกิเลสให้หมดได้ ก็ไม่ต้องเวียนกลับมาเกิดอีก พระพุทธองค์จึงจำแนกคนไว้ สี่ประเภทครับแม่ คือ มามืดไปมืด มามืดไปสว่าง มาสว่างไปมืด มาสว่างไปสว่าง ใครอยากไปมืดก็เรื่องของเขานะแม่ แต่เราไปสว่างกันเถอะครับ เรากลับไปแก้กรรมในอดีตไม่ได้ แต่เราทำกรรมใหม่ให้ดีเพื่อสร้างฐานบุญได้อีกทั้งการปฏิบัติภาวนา ยังช่วยลดทอนกรรมวิบากได้ด้วย สมเด็จพระสังฆราช พระญาณสังวรก็ทรงสอนไว้ว่า บุญเป็นเหมือนเท้า พาเราวิ่งหนีกรรม การนั่งสมาธิและวิปัสสนานี่ เป็นบุญสูงที่สุดในพระพุทธศาสนา การไปภาวนาแค่ไปชั่วครู่ ไปเคี่ยวกรำจิตเหมือนนักกีฬาไปเก็บตัว พอฝึกซ้อมจนจิตมีพลังขึ้นมา ต่อไปก็ปฏิบัติต่อเนื่องที่บ้านได้ .. แม่ : นั่งฝึกอยู่ที่บ้านไม่ได้หรือ ทำไมต้องไปที่วัดหรือธรรมสถาน กลับจากที่ทำงานแล้วก็ค่อยนั่ง จะได้ไม่ทิ้งงานให้เสียเงินเสียทอง ลูก : ไม่ได้ทิ้งงานแค่ลางานครับ แล้วเจ้านายก็อาจจะสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะหากไปปฏิบัติธรรมแล้ว จะทำให้เป็นคนมีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ ทำงานได้ดีขึ้น คิดอยากตอบแทนบุญคุณบริษัทและเจ้านายที่ให้โอกาสชีวิต อยากตอบแทนบริษัทและเจ้านายอย่างเต็มที่ ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ การได้แต่ฝึกปฏิบัติธรรมด้วยตัวเองที่บ้านโดยไม่ไปเรียนรู้ที่วัดหรือธรรมสถาน ก็เพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องกระแสพลังงาน อย่างที่ธรรมสถานที่ผมไปพลังธรรมสูงมาก อีกทั้งมีครูบาอาจารย์คอยสอนสั่งใกล้ชิด ให้เราได้ตัดขาดจากโลกภายนอก ทำให้จิตไม่ถูกรบกวนและได้รับพลังธรรมเต็มที่ แต่นั่งอยู่ที่บ้านหรือ เดี๋ยวห้องข้างๆ ก็ดูทีวี นั่งแป๊บเดียวใจก็ร้อนรนไปแชตไลน์ ใจไม่สงบและไม่มีพลังธรรมหนุน ฝึกมานานก็ไม่มีทางก้าวหน้า มีสภาวธรรมอะไรก็ไปถามใครไม่ได้ คนที่อยากสร้างสมบุญบารมี จึงต้องมีเวลาไปปฏิบัติที่ธรรมสถานครับแม่ ต้องมีครูบาอาจารย์จึงจะเจริญ .. แม่ : ก็ลูกไปมาแล้ว ทำไมต้องไปอีกล่ะ ไปครั้งเดียวก็พอไม่ใช่หรือ ลางานบ่อย (หยุดขายของบ่อยๆ เสียรายได้ไปนะ) ลูก : แม่ครับ หยุดขายของ 7 วันหรือหยุดงาน 7 วันไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้นหรือจนลงเลย แค่รายได้พร่องไปนิดเดียว แต่การไปปฏิบัติธรรม 7 วันทำให้เราได้อริยทรัพย์ที่เป็นบุญเกื้อหนุนไปยาวนานได้ถึงภพหน้าเลยครับ ที่ไปปีละครั้งหรือสองครั้งก็เพื่อให้จิตมีความก้าวหน้า คือที่ผมพูดมาทั้งหมดเพราะผมรักแม่ ผมอยากทดแทนบุญคุณแม่ ให้แม่มีอริยทรัพย์เป็นบุญติดตัว เปิดโอกาสให้ผมได้ตอบแทนบุญคุณแม่เถิดครับ แล้วก็เปิดโอกาสให้ผมได้สร้างบุญกุศลเช่นกัน... .. แม่ : แล้วที่ธรรมสถานลูกไป ต้องเสียเงินเสียทองหรือเปล่า ลูก : ฟรีทุกอย่างครับ มีอาหาร มีห้องนอนแยกพอเหมาะกับผู้ไปบำเพ็ญภาวนา มีแต่ต้องหาค่าเดินทางไปเอง ท่านถือเป็นการให้ธรรมทานการชี้ทางให้คนพ้นทุกข์บุญกุศลมากมาย แม่ : แม่คิดดูก่อนนะ หากจะลางานไปปฏิบัติธรรมละก้อ อย่าลาบ่อยนักเดี๋ยวบริษัทเขาจะไล่ออก ลูก : แค่คิดดูก่อนผมก็ดีใจแล้วครับ แม่อย่าคิดนานนะครับ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ผมรอได้ครับแม่.. บริษัทเขาคงไม่ไล่ผมออกหรอกครับ เพราะผมยอมให้หักเงินและผมจะไปชวนเจ้านายไปปฏิบัติด้วย จะได้ไม่มีคนไล่ผมออก .. อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล 11 สิงหาคม 2018 ... **** อริยทรัพย์ 7 เป็นทรัพย์ที่เกิดขึ้นทางจิต ที่จะติดตามตัวไปได้แม้ตายแล้ว ไม่สูญหายเหมือนทรัพย์ทางโลก ได้แก่ 1.ศรัทธา 2.ศีล 3. หิริ (ความละอายชั่ว) 4.โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวบาป) 5. พาหุสัจจะ(การใฝ่เรียนรู้) 6. จาคะ (การเสียสละ ) 7. ปัญญา (การรู้แยกแยะดีชั่วได้ ไปจนถึงรู้แจ้งเห็นจริงจนบรรลุธรรมได้) อริยทรัพย์เป็นทรัพย์ที่มีอุปการะมาก ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า ..

ภาพ คุณพลกฤดิ บุญสนอง

ดู 0 ครั้ง