" อาวุธของจิต "



เมื่อได้อ่านและฟังคำสอนของท่านอาจารย์ หลายคราที่น้ำตาซึม บางครั้งถึงกับร้องไห้ เพราะเป็นคำสอนที่ตีลงมาที่จิต เมื่อพิจารณาตาม เกิดเป็นความเข้าใจจนจิตยอมรับและยอมจำนน การฟังคำสอนที่ไม่ใช่เพียงแค่ฟัง แต่ต้องสดัปไปให้ถึงจิต ท่านอาจารย์เมตตาเตือนไว้ว่า เมื่อมีโอกาสได้อ่านคำสอน ขอให้อ่านด้วยความตั้งใจและเก็บไว้ตรึกตรอง อย่าคิดว่าคำสอนนี่คือของตาย เปิดมาเมื่อไหร่ก็มีให้อ่าน

คำว่า “ของตาย” ไม่มี มีแต่ของไม่เที่ยง...

บ่อยครั้งในธรรมะบรรยายที่ท่านอาจารย์มักย้ำถึงการรู้เท่าทัน เพราะกิเลสนี่มันร้ายนัก พาให้ผู้คนติดจม แถมมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว รู้มากรู้เยอะ รู้ไปถึงจิตเบื้องลึกของเรา และอุปสรรคที่ข้าพเจ้าพบในการภาวนา ก็หนีไม่พ้นนิวรณ์ ๕ ที่กิเลสจัดมาเป็นชุดๆ เวียนมาทุกเรื่อง เรื่องนี้ทำอะไรเราไม่ได้ ก็หาเรื่องอื่นใส่มารัวๆ จนไม่ทันตั้งตัว ล้วนเป็นเรื่องที่จะดึงจิตเราออกจากการเพ่งให้จงได้ หากหลงกลก็เสียหาย เสียเวลา ดังนั้นนักภาวนาจึงต้องมีสติกำกับที่แน่วแน่ มั่นคง ดังที่ท่านอาจารย์ได้ย้ำถึงการหลอกล่อของกิเลส

ในทุกย่างก้าวของผู้ปฏิบัติ มีกิเลสจดจ้องอยู่ทุกขณะว่า กำลังทำอะไร คิดอะไร และแอบหวังอยากได้อะไร กิเลสที่คลุกอยู่ในลมหายใจนั้นรู้หมด เพียงแต่ว่ามันจะมีพลังพอที่จะปั่นหรือควบคุมบงการให้ผู้ที่ครอบอยู่ ทำตามอำนาจของมันหรือไม่ หากบุคคลนั้น มีคุณธรรมแข็งพอก็จะทานพลังมืดนั้นได้ จะมีสติฉุกคิดและไม่ไหลทำตาม แต่หากอ่อนแอก็จะถูกชักใยให้ทำตามอำนาจกิเลส ทำให้ในจิตนั้นเกิดการต่อสู้กันระหว่างอำนาจมืดกับอำนาจสว่างอยู่เสมอ ภาษาอังกฤษนี่เห็นภาพเลยเป็นการต่อสู้ระหว่าง Good Force กับ Dark Force แต่แม้ในผู้ที่มีคุณธรรมหนักแน่นพอ ก็ยังพลาดได้ เพราะแม้กิเลสจะบงการไม่ได้เต็มที่ เขาก็จะหาวิธีหลอกล่อสร้างเรื่องให้เกิดหลงเชื่อจนได้ ยิ่งขาดผู้ชี้ทางที่เป็นผู้รู้แจ้งอย่างแท้จริงก็จะตกเป็นเหยื่อ จนจิตเสียหาย

...

อาจารย์คิดถึงสิ่งที่เห็นในมิติทางจิต เป็นการเห็นกิเลสมารนั่งเปิดอ่านหนังสือที่อาจารย์เขียนทีละหน้าๆ ทำให้รู้ว่า กิเลสนั้นคอยวิเคราะห์และหาช่องที่จะล่อหลอกผู้มีวาสนา ให้พ้นไปจากทางเอกอุอย่างไร

ในเมื่อทางโลกเราใช้หลัก รู้เขารู้เรา มันก็ใช้วิธีเดียวกัน มันก็เข้ามารู้หลัก รู้คำสอน แล้วหาทางพลิกประเด็นใส่ข้อมูลลงไปยังผู้พลั้งเผลอ ผู้ที่มีจิตไม่มั่นคง เป็นการล่อหลอกที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก ทำให้เกิดความลังเลสงสัยหรือวิจิกิจฉา แค่เป่าหูทุกวัน หยอดเรื่องให้สงสัยได้ทุกวันเดี๋ยวก็เขว บางทีคบหาอยู่กับผู้ที่เป็นสะพานเชื่อมมาร คือมีสังขารที่เคยเป็นเสนามารมาก่อน เมื่อไปเข้าไปสู่กระแสเช่นนี้ ย่อมถูกดึงจิตให้ไขว้เขวได้ง่ายดาย

เพราะเหตุนี้ แม้แต่เวไนยสัตว์ที่แปลว่าผู้มีวาสนาที่จะหลุดพ้นได้ จึงไม่เคยหลุดพ้นได้จริงๆ เลย เพราะผ่านด่านทดสอบแต่ละด่านไม่ได้ ไม่ติดเรื่องนั้นก็มาพลาดเรื่องนี้ จึงเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารไม่สิ้นสุด

..

สติ คือ ส่วนหนึ่งของจิต ที่ทำหน้าที่เป็นมือเป็นไม้ให้จิต จิตคือกระแสพลังงานที่ละเอียดที่สุด ที่มีกลไกการทำงานที่น่าอัศจรรย์ อาจารย์ประจักษ์ถึงคำว่า พลังงานที่สามารถแปรเปลี่ยนรูปฟอร์มต่างๆ ได้ เมื่อเห็นสติทำหน้าที่แปรรูปฟอร์มในมิติทางจิตเป็น กรรไกร ตัดกระแสกิเลสที่กำลังจะเข้ามา หากขาดสติ จะเกิดอะไรขึ้น?

สิ่งที่จะเกิดก็คือ เมื่อกระแสนั้นเข้าสู่จิตจะทำให้จิตเปลี่ยนจากการมีความคิดที่เป็นกุศลหรือกลางๆ ให้กลายเป็นอกุศลหรือหลงไปในความมัวเมา แต่หากมีความรู้ชัดอยู่เสมอ แม้กระแสนั้นเข้ามาแล้วก็จะถูกทำลายหรือทำให้ตกลงไปได้ เพราะสติคอยกางกั้นไม่ให้จิตถูกครอบ และทำในสิ่งที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ

มรรคผลนิพพาน เป็นเรื่องของการตั้งจิตปรารถนาเพื่อให้รู้ว่าจะเดินในเส้นทางชีวิตอย่างไร แต่ก่อนจะคิดไปไกลถึงขั้นได้มรรคผลนิพพาน ผู้เดินในมรรคานี้ ต้องฝึกความมีสติและสัมปชัญญะ รู้ให้ชัดเสมอ ว่า นี่กุศล นี่อกุศล นี่คือกลางๆ

การฝึกการรู้ตัวชัด ทำได้ตลอดไม่ใช่เฉพาะการนั่งภาวนา เมื่อฝึกความรู้ชัดอยู่เสมอ เท่ากับว่าเรามีการ์ดรอบตัว เพราะสติสัมปชัญญะ จะทำหน้าที่เป็นทั้งมีด ทั้งดาบ ทั้งกรรไกร ทั้งทหาร คอยปกป้องคุ้มกันภัยไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ไม่ว่ากิเลสจะเก่งกล้าสามารถอย่างไร มันก็กลัวคมมีด คมหอก คมดาบ

..

ก่อนจะมาถึงระดับการเป็นผู้รู้แจ้ง จะต้องเริ่มจากการเป็นผู้กำหนดรู้เสียก่อน ต่อเมื่อฝึกกำหนดรู้บ่อยเข้า จนกลายเป็นกำลังของจิต ต่อไปจิตจะยกกำลังขึ้นสู่ความรู้แจ้ง

การวางจิตให้นิ่ง ต้องนิ่งแบบมีปัญญา คือรู้ให้ชัด

นิ่งให้คม ไม่ใช่นิ่งทื่อๆ

การไปอยู่ในที่ๆ น้ำนิ่งมาก อย่าวางใจ อาจมีสัตว์ร้ายพุ่งเข้ามาคาบ แต่ถ้านิ่งอย่างมีปัญญา สัตว์ร้ายคืบคลานมาก็จะรู้ทัน

..

ดังนั้น ก่อนจะถึงสุดท้ายที่ปลายทาง ต้องฝึกฝนความรู้ชัดไว้เสมอ เมื่อใดที่จิตมีอกุศล มีจิตหยาบ จิตกระด้าง มีสภาวะคิดวน ให้รู้ตัวว่า กิเลสกำลังคืบคลานมาแล้ว อย่าวางใจรีบเผารีบภาวนาและพลิกจิตกลับมาให้ได้

ปัจจัตตัง คือจุดสิ้นสุดของกาลามสูตร เมื่อเราพิสูจน์แล้วว่า การปฏิบัติธรรมนี้ทำให้เราเป็นคนดียิ่งขึ้นมาได้ จงหนักแน่นในทาง อย่ายอมให้จิตไหลลงไปสู่โลกมืด เป็นคนตกต่ำ ก่อบาปและภัยเวรอีก มันยากแค่ไหน กว่าที่จะฟันฝ่าความมืดบอดในแดนจิตจนมาถึงจุดนี้ จุดที่ยกจิตขึ้นเป็นคนดีได้อย่างภาคภูมิ เป็นผู้ที่รักษาศีลได้ เป็นผู้ที่เดินตามคำสอนของพระบรมศาสดาอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่มองเห็นเพียงเลือนลางผ่านตัวอักษร เป็นผู้ที่ได้ทำกุศลอย่างถึงพร้อม ได้ทดแทนคุณของพระบรมศาสดา ได้เป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม

หาใช่หายใจอยู่เพื่อสนองความอยาก

จากคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มองไม่เห็นความดีงามอย่างแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตน เรายกจิตมาถึงจุดนี้แล้ว จะปล่อยให้กิเลสปล้นไปง่ายๆ ได้อย่างไร

..

อย่าทิ้งรัตนะนี้ไป เพราะอาจต้องใช้เวลาอีกยาวนานหลายอสงไขยกว่าจะพบรัตนะนี้อีก อย่าให้อันใดมาล่อหลอกลวงจิตอีกต่อไป

จำไว้ว่าในโลกนี้ ของตายนั้นไม่มี มีแต่ของไม่เที่ยง

แต่พระนิพพานนั้นเที่ยง เพราะเมื่อไปถึงที่สุดของปลายทางแล้ว

จะไม่ต้องมาดิ้นรนในวงจรอันน่าสงสารนี้อีก ชั่วกาลนาน

..

ทำไปให้สุดทาง กี่เดือนปี กี่ฤดูที่ผันผ่าน กี่ภพกี่ชาติที่เวียนวนมาเกิด มันนานเกินพอ นานจนมิอาจพรรณา

หนักแน่นให้จริง หนักแน่นให้พอ เพื่อพาจิตกลับบ้าน

ให้ถึงจุดหมายปลายทางเสียที

...

คำสอนของท่านอาจารย์ ทุกบท ทุกตัวอักษรล้วนทรงคุณค่ายิ่ง อย่าเพียงแต่อ่านหรือฟังผ่านๆ...จงตั้งใจสดัปให้เข้าถึงจิตเถิด แล้วปัญญาจักเกิดเป็นแน่แท้


ที่มา: คำสอนท่านอาจารย์ “ ก่อนจะถึงสุดท้ายที่ปลายทาง ” 27 พฤศจิกายน 2561

ดู 0 ครั้ง