เกมที่ต้องจบ (ตอนจบ)

ประสบการณ์ภาวนา คุณฮาโน

จุดเปลี่ยน

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ผมจะไปเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาครั้งนี้ ผมเดินทางไปยังเกาะที่เงียบสงบแห่งหนึ่งทางภาคใต้ เพื่อกลับสู่ธรรมชาติ ไปฝึกฝนการภาวนา สร้างความเข้มแข็งให้แก่จิต ในคืนหนึ่ง ขณะภาวนาบนชายหาด ผมเห็นภาพใบหน้าของตัวเองในจิต จากนั้นก็เห็นใบหน้าของท่านอาจารย์ แล้วก็กลับมาเห็นใบหน้าของตัวเองอีกครั้ง และแล้วใบหน้าทั้งสองนั้น ก็ซ้อนรวมกันเป็นภาพเดียว ผมรับรู้ในขณะนั้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับท่านอาจารย์ นั่นคือเมื่อใดที่ผมละเมิดศีล เมื่อนั้นผมไม่เพียงผิดต่อตนเอง หากแต่ผมได้นำความเสื่อมเสียมาสู่ท่านอาจารย์ด้วย ความเข้าใจในเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผม เพราะทำให้ได้รู้ว่า หลักการสำคัญสำหรับการปฏิบัติของผมก็คือความตั้งใจในการรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์จะเคยพูดถึงเรื่องนี้มานับพัน ๆ ครั้งแล้วก่อนหน้านี้ แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจความสำคัญของศีลห้าต่อการชำระจิตให้บริสุทธิ์ เพื่อความเป็นอิสระจากวงจรแห่งทุกข์นี้

กิเลส

ปัจจุบัน เรารู้กันว่ามีแบคทีเรียอยู่ในระบบย่อยอาหารภายในร่างกายของเรา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า แบคทีเรียเหล่านี้สามารถควบคุมความอยากอาหารบางอย่าง รวมถึงอารมณ์ โดยการปล่อยสารพิษบางประเภทเข้าสู่ระบบในร่างกาย ถ้าเราย้อนไปในช่วงต้นทศวรรษ 1900 หากจะอธิบายเรื่องของแบคทีเรียให้ใคร ๆ ฟัง ก็คงไม่มีใครเชื่อ นอกจากว่าเขาจะมองเห็นแบคทีเรียด้วยตาของตัวเอง

ในคอร์สเตโชวิปัสสนาคอร์สแรก ผมได้เรียนรู้คำสอนของพระพุทธองค์เกี่ยวกับกิเลส ซึ่งสำหรับผมแล้ว ก็เปรียบเหมือนกับการได้ฟังเรื่องของแบคทีเรียเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว กิเลสก็เหมือนกับแบคทีเรีย แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ในร่างกาย มันอยู่ในสังขารหรือในจิตของเรา…กิเลสเกิดเมื่อเราปล่อยให้เกิดการปรุงแต่งในอารมณ์ความรู้สึก สะสมอยู่ในสังขารของเราทั้งในภพชาตินี้และภพชาติต่าง ๆ ที่ผ่านมา และจะยังคงสะสมไปในภพชาติต่อ ๆ ไป การปฏิบัติเตโชวิปัสสนาด้วยการใช้ไฟในกายเผากิเลส สามารถเผาลึกถึงระดับสังขารของเรา

เตโชวิปัสสนาก็เปรียบได้กับยาฆ่าแบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวการให้เกิดความรู้สึก ความอยากในอาหารการกิน รวมถึงความคิดโดยทั่วไปของเรา กิเลสก็เป็นเช่นเดียวกัน คือ เป็นตัวขับเคลื่อนอารมณ์ให้เกิดความแปรปรวน สร้างอารมณ์ใหม่ ๆ ซึ่งควบคุมจิตของเราให้ติดอยู่ในวงจรแห่งการเกิด โลกแห่งมายานั้นขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ เมื่อมารทำให้เราสะสมอารมณ์ต่าง ๆ มากขึ้น มายาก็มีน้ำหนักมากพอที่จะถ่วงจิตของเราไว้ การจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ จึงต้องมีความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์เกี่ยวกับกิเลส ซึ่งได้ตรัสไว้เมื่อกว่า 2,500 ปีที่แล้ว ตัวผมเองนั้นก็ไม่เข้าใจว่ากิเลสคืออะไร จนกระทั่งได้มาเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาครั้งแรก ในทันทีที่เริ่มปฏิบัติ เมื่อท่านอาจารย์ได้จุดธาตุไฟในมือของผม ผมก็ได้มองเห็นกิเลส

ตอนที่เริ่มปฏิบัตินั้น ผมไม่มีความคาดหวังอะไร และท่านอาจารย์ก็ไม่ได้บอกอะไร แม้แต่เรื่องที่เราอาจจะมองเห็นภาพในภพชาติที่ผ่าน ๆ มา หรือตัวกิเลส ตอนที่ท่านอาจารย์เรียกสอบอารมณ์ ผมรู้สึกอายที่จะบอกเล่าสิ่งที่ได้เห็นจากการภาวนา จากการจุดไฟเตโช ผมเห็นภาพของอุโมงค์ที่น่าเกลียด น่าขยะแขยง บางส่วนเป็นเมือกโคลน บางส่วนมีกิเลสที่ดูเหมือนตัวเรือด ไร แมลงตัวใส ๆ ตัวหนอนที่น่าขยะแขยง และตัวทาก เมื่อภาวนาจนเผาสิ่งเหล่านี้แล้ว ในขั้นต่อไปผมเห็นงูและสัตว์เลื้อยคลานอื่น ๆ ที่น่าเกลียด จากนั้นก็ได้เห็นในสังขารเป็นถ้ำที่มีหลุมมีน้ำสีน้ำตาลอยู่เต็ม ภายในมีสัตว์คล้ายปลาไหลดูน่ากลัวอยู่เต็มไปหมด

เมื่อภาวนาลึกลงไปอีก จิตของผมได้เข้าไปสู่ใต้ทะเล มองเห็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ดูผิดรูปผิดร่าง มีดวงตาใหญ่คล้ายตาจระเข้จับจ้องอยู่ และว่ายน้ำตรงมาหา เมื่อกลับขึ้นมาบนผิวน้ำ รอบตัวผมคือฝูงหมูที่มีเมือกลื่น ๆ เมื่อขึ้นมาบนบก ก็เห็นกองทัพกิเลสใส่เครื่องแบบคล้าย ๆ เสื้อคลุมกันฝน ตอนแรกก็ดูเหมือนกองทหารที่กำลังเดินทัพ แต่เมื่อมองใกล้ ๆ ก็เห็นเหล่ากิเลสเดินก้าวสั้น ๆ โยกเยกไปมา ทำให้รู้ว่าภาพทหารนั้น เป็นเพียงภาพลวง ผมเห็นพวกที่ดูเหมือนผีดิบปลอมตัว เดินแบบประหลาด ๆ เตโชธาตุจากการภาวนาของผมได้เผาสิ่งเหล่านี้จนหมด และที่ขอบฟ้า ผมก็มองเห็นกองทัพมากมายมหาศาลของกิเลสวิ่งหนีไฟเตโช กิเลสพวกนี้ไม่เหมือนพวกก่อน มันพยายามปลอมแปลงกายและหลบซ่อนตัว

เมื่อจบคอร์สที่สี่ ผมก็มองเห็นกิเลสในหลากหลายรูปแบบและขนาดภายในสังขารแต่ละชั้นของจิต

สงคราม

ในคอร์สที่สี่นี้ ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการปรับปรุงการภาวนาให้ดียิ่งขึ้น ผมภาวนาได้เข้มแข็งและตั้งมั่น ได้เห็นกิเลสมากมาย แต่แล้ว ผมก็เริ่มรู้สึกว่ามีแรงกดดันภายในศีรษะเมื่อจิตจดจ่อต่อเนื่อง แรงกดก็ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมยังคงจดจ่ออยู่ที่จุดสัมผัส ยิ่งจดจ่อมากขึ้น ก็ยิ่งปวดศีรษะ จนผมเริ่มมีอาการคลื่นไส้ หลังจากปฏิบัติในคืนนั้นผมก็ป่วยจริง ๆ จนในที่สุดก็อาเจียนออกมา และอาการปวดศีรษะข้างเดียว (ไมเกรน) ก็ยิ่งหนักขึ้นจนผมรู้สึกไม่สบายอย่างมาก

เช้าวันที่สาม หลังจากได้หลับไปเล็กน้อย ผมก็รู้สึกคลื่นไส้หนักขึ้น การภาวนาในช่วงเช้าผ่านไปได้อย่างทุลักทุเล ตอนที่ได้สอบอารมณ์กับท่านอาจารย์ ผมก็ถือผ้าสีขาวไปด้วย เผื่อจะต้องวิ่งออกจากหอปฏิบัติไปอาเจียน ท่านอาจารย์อธิบายว่า นั่นเป็นฝีมือของกิเลส ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะวนเวียนอยู่ในหัว และจะบรรเทาลงในที่สุด ระหว่างวันนั้นจนถึงช่วงกลางคืนผมทรมานมาก แต่ก็อดทนและภาวนาต่อไป ในคืนนั้นผมไม่สามารถเข้าฟังธรรมบรรยายได้ เพราะมีอาการคลื่นไส้อีกครั้ง ขณะที่เดินกลับไปที่เรือนนอน ผมก็คุกเข่าลงข้างพุ่มไม้และอาเจียนสิ่งที่เหลืออยู่ในท้องออกมาอีกครั้ง

ผมตระหนักถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างยิ่ง นึกถึงคนที่มีชีวิตอยู่แบบนี้ว่าอยู่ได้อย่างไรเป็นปี ๆ และก็สงสัยว่าตัวเองจะทนไปได้อีกกี่วัน

ถึงจะป่วยขนาดนี้แล้ว กิเลสก็ยังคงปั่นป่วนผมอยู่ ยังคงมีช่องทางเล่ห์เหลี่ยมมากขึ้น ในวันถัดมาผมยังรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้น แต่ก็อดทนปฏิบัติภาวนาตอนเช้า วันนี้เป็นวันที่จะได้กราบเรียนสภาวธรรมกับท่านอาจารย์ ในขณะที่รอเรียกชื่อ ผมระลึกได้ถึงความทรงจำที่ผ่านมายาวนาน ซึ่งก็ทำให้การปฏิบัติมีความแปรปรวนขึ้น มันเป็นภาพตอนที่ผมยังเด็ก ต้องเดินไปโรงเรียนคนเดียวระหว่างทาง ผมเดินใจลอย จนเมื่อมาถึงโรงเรียน ก็ปรากฏว่าประตูโรงเรียนปิดแล้ว ผมมาสาย ด้วยความเป็นเด็กทำให้ผมรู้สึกกลัวมาก ว่าได้ทำผิดร้ายแรง ด้วยความที่รู้ว่าจะต้องเป็นปัญหาใหญ่แน่ ร่างกายของผมตอนนั้นถูกครอบงำด้วยความกลัวและความรู้สึกผิดจนเกือบจะหมดสติไปเลย

ตอนนี้ความคิดเหล่านี้เริ่มที่จะกลับเข้ามาในจิต ความกลัวที่ว่า เรื่องนี้อาจเกิดขึ้นกับผมอีกครั้งหลังจากผ่านมานานหลายปี ความคิดกังวลว่าผมจะไปเป็นลมหมดสติต่อหน้าท่านอาจารย์เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ระหว่างที่รอท่านอาจารย์เรียกชื่อ ผมก็คิดว่าท่านอาจารย์จะต้องทราบถึงพลังและความคิดของผมที่แอบซ่อนความกลัวนี้ไว้อย่างแน่นอน ความคิดนี้ทำให้ผมยิ่งวิตกกังวลมากขึ้น จนทำให้เสียการจดจ่อและเริ่มหายใจเร็วขึ้น นี่คือความต่ำช้าของกิเลส ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อสั่นคลอนจิตใจจากความสงบไปสู่การสูญเสียความตั้งมั่น และทำให้ผมกลัวการที่จะไปนั่งอยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์

ผมคิดไม่ถึงเลยว่า กิเลสจะสามารถทำให้จิตใจผมสั่นคลอนได้ถึงเพียงนี้ และยังพยายามทำลายความตั้งใจของผมที่มีต่อท่านอาจารย์ด้วยวิธีที่ง่ายแบบนี้ ผมจึงพยายามวางอุเบกขาต่อไปแต่มันก็ยากเหลือเกิน ท่านอาจารย์เรียกผมแล้ว ณ ขณะนั้นจิตรู้ของผมก็บอกว่า “แค่กราบเรียนท่านไป” ผมคุกเข่าลงตรงหน้าท่านอาจารย์ เปิดเผยความกลัวและความอ่อนแอที่อยู่ในจิตของผม ด้วยความเมตตาและความกรุณายิ่งจากท่านอาจารย์ ท่านกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร… แค่รู้เท่านั้น… รู้ว่านั่นมันคือกิเลส…ไม่ไปให้ค่า…” คำกล่าวของท่านทำให้ความกลัวของผมลดลงไป ไม่มีคำตำหนิใด ๆ จากท่านอาจารย์ ท่านกล่าวต่อ “ตั้งแต่ที่คุณได้มาเป็นศิษย์เตโช คุณได้รับการคุ้มครองจากพระรัตนตรัยแล้ว และอย่าได้กลัวสิ่งใด จงวางจิตให้เป็นอุเบกขาอยู่ตลอดเวลา”

ผมได้ตระหนักรู้แล้วว่าความกลัวและความไม่ปลอดภัยต่าง ๆ ที่มีมาอย่างยาวนาน ได้ถูกปกปิดไว้โดยเกราะที่ผมสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง จิตรู้บอกผมว่า นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมดื่มเหล้ามาตลอดชีวิตเพื่อบดบังความรู้คิดและไม่ต้องเผชิญกับความกลัว เย็นวันนั้นระหว่างเดินจงกรม ผมยังคงรู้สึกละอายใจ และคิดว่าทำไมจิตใจของผมถึงได้อ่อนแอเช่นนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์ และแล้วกิเลสก็พยายามต่อไปอีกครั้ง

ความรู้สึกอันท่วมท้น

ก่อนการภาวนาช่วงเย็น ผมพักผ่อนที่เรือน ขณะที่วางศีรษะลงบนหมอน ผมมีความรู้สึกว่ามีคลื่นพลังงานที่แข็งแกร่งมากปกคลุมตั้งแต่ศีรษะจนทั่วร่างกาย เมื่อหลับตาลง ผมก็รู้สึกถึงคลื่นพลังงานลูกใหญ่ถ่ายเทลงมา เป็นคลื่นพลังงานแบบเดียวกับตอนที่ผมรู้สึกเมื่อได้อยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์ ทันใดนั้นผมก็มองเห็นช่วงเวลาทั้งหมดของชีวิต ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กไปโรงเรียนประถม ไปโรงเรียนมัธยมปลาย เข้ามหาวิทยาลัย และในที่สุดเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

ภาพที่ผมเห็นนี้แตกต่างจากเรื่องราวของคนซึ่งได้เห็นภาพชีวิตที่ปรากฏต่อหน้าก่อนตาย ภาพชีวิตของผมเต็มไปด้วยความล้มเหลว ความผิดหวัง หลายร้อยภาพ และอารมณ์ในชีวิตของผมได้เปิดเผยตัวเองออกมา ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลว รู้สึกเศร้าและเหนื่อยมาก และเมื่อภาพทั้งหมดจบลง ผมร้องไห้ มองดูตัวเองว่านี่คือความทุกข์ทรมานที่สุด ตั้งแต่เด็กผมทำทุกอย่างด้วยใจอันยิ่งใหญ่และความตั้งใจจริง แต่กลับมีแต่ความรู้สึกผิดหวังและล้มเหลวในหลาย ๆ ครั้ง ผมรู้สึกว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน ผมเห็นตัวเองในแต่ละช่วงเวลาแล้วพูดกับตัวเองว่า “ผมไม่อยากเป็นแบบนี้อีกแล้ว ผมอยากจะกลับบ้าน” แต่ก็ไม่เคยรู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน!

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าหลังจากที่เผากิเลสและชำระจิตให้บริสุทธิ์ขึ้น สิ่งที่ได้ถูกปลดปล่อยออกไปจากสังขารก็คือความรู้สึกผิดหวังในชีวิตนี้ ท่านอาจารย์คอยถามผมเสมอถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะรู้สึกเศร้าขนาดไหน แต่ผมก็ยังรู้สึกถึงความสุขจากความโล่งใจที่อารมณ์ที่ถูกฝังในจิตนี้ถูกปลดปล่อยออกมา ตอนนี้จิตของผมเบาขึ้น ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะไม่กลับมาเกิดอีก และจะไปสู่หนทางการหลุดพ้นกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ณ ขณะนั้น

เมื่อได้ชำระจิตและกายให้บริสุทธิ์มาเป็นเวลาหลายวันจากการเผากิเลส ผมมีสมาธิตั้งมั่น โดยในช่วงการปฏิบัติตอนเช้าของวันสุดท้าย เมื่อหลับตา เพ่งบริเวณจุดสัมผัส พบจุดร้อนบนฝ่ามือ ผมกำหนดจุดสัมผัสให้แคบเข้าและเพ่งตรึงบริเวณที่ร้อนนั้น ขณะที่ตาเพ่ง การจดจ่อนิ่ง กายสงบ จิตเป็นอุเบกขา ในเวลานั้น ผมมองเห็นกำแพงโบราณขนาดใหญ่ที่แปลก ซึ่งปกคลุมด้วยฝุ่นจากระยะเวลาอันยาวนาน ขณะที่ผมรักษาอุเบกขานิ่งอยู่ ก็เกิดการรวมตัว และความสมดุลของแรงที่เริ่มหมุนกำแพงขนาดใหญ่นี้

จิตที่เป็นอุเบกขา เพ่งและตรึง ได้เคลื่อนโครงสร้างยักษ์นี้อย่างง่ายดายในความเงียบ เมื่อกำแพงหยุดการเคลื่อนไหว ความว่างเปล่าที่กว้างใหญ่ก็เผยตัวขึ้น และในความว่างนี้เองที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นบ้าน โลกมายาไม่มีอะไรเทียบได้กับสถานที่อันสงบแห่งนี้เลย นี่คือช่วงเวลาที่มารสูญเสียการยึดกุมผมไปตลอดกาล ผมจะไม่โง่เขลาอีกต่อไป ไม่แม้กระทั่งจะปล่อยให้หัวแม่เท้าหลุดเข้าไปในโลกแห่งการล่อลวงและมายา “มันจบแล้ว” คือคำที่ผมกล่าวต่อท่านอาจารย์ขณะสอบอารมณ์ จากนี้ไปผมจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์และจะทำทุกอย่างเพื่อให้ถึงซึ่งการหลุดพ้น ผมปราศจากความสนใจที่จะป้อนโลกมายาด้วยพลังจากคำพูด การกระทำ และความคิดที่ไม่ดีของตัวเอง

ผมได้พบความจริงด้วยตัวเอง ได้ไปในสถานที่ซึ่งไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่ ความทรงจำขณะนี้คือสิ่งที่ผมสามารถรักษาและจดจำไว้ตลอดเวลา เพื่อรักษาความแน่วแน่ในการหาทางหลุดพ้นในชีวิตนี้ ผมขอแสดงความสำนึกอย่างลึกซึ้งในบุญคุณของท่านอาจารย์อัจฉราวดี ที่ได้ใช้พลังอันล้ำค่าอย่างมากของท่านในการยกจิตของผมให้ขึ้นสูงเพียงนี้ รวมทั้งเกื้อหนุนจิตอันหวั่นไหวของผม เพื่อให้บรรลุถึงจิตสำนึกในระดับนี้

พลังงาน

แม้ว่าผมจะมาเข้าคอร์สด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่น จิตและกายของผมก็ยังหวั่นไหวง่ายต่อการถูกโจมตีโดยกิเลส คล้ายเด็กหัดปั่นจักรยานใหม่ที่พ่อแม่จับและผลักจักรยาน ผมรู้สึกได้ว่าท่านอาจารย์ช่วยประคองจิตให้มั่นคงและผลักผมไปข้างหน้าด้วยคลื่นพลังงานของท่าน เพื่อให้ผมได้สัมผัสด้วยตนเองว่าเป็นอย่างไรถ้าทำด้วยตนเอง

ในระหว่างคอร์สนี้ ผมรู้สึกได้อย่างแท้จริงถึงพลังงานและกำลังของท่านอาจารย์ เป็นความรู้สึกคล้ายกับการอยู่ในเครื่องสแกนเอ็ม อาร์ ไอ ที่โรงพยาบาล ผมรู้สึกได้ว่าแรงพลังของท่านอาจารย์ในระหว่างการภาวนา เป็นราวกับแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่สร้างสนามพลังงานรอบศีรษะและร่างกาย ที่ยกจิตของผมขึ้นสู่ระดับใหม่

การเชื่อมกับพลังของท่านอาจารย์ ช่วยให้การภาวนาของผมได้เผยสิ่งที่ผมได้อ่านจากคำสอนและจากหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับประสบการณ์ในการปฏิบัติของท่าน ซึ่งตอนนี้ผมก็ได้เห็นตามที่ท่านอธิบาย ทั้งหมดนี้ให้ความกระจ่างอย่างสมบูรณ์แบบ คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความก้าวหน้าเกินกว่าความคิดแบบตะวันตกและวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถเทียบได้เลยกับพระปัญญาอันบริสุทธิ์และความรู้เกี่ยวกับจักรวาลของพระพุทธองค์

การเปลี่ยนแปลง

เมื่อมองย้อนไปถึงสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติของผมสิ่งเหล่านั้นก็คือ

ความตั้งมั่นในการถือศีลห้าให้บริสุทธิ์ ความตั้งมั่นในทางของอริยมรรคนี้ (การปรนเปรอตนอยู่ในโลกของความลวงหรือแม้กระทั่งความคิดที่จะเอานิ้วก้อยของเท้าลงไปในโลกของมารนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม) หยุดคิดเรื่องเวลาระหว่างการปฏิบัติ (ผมได้ตระหนักว่าเวลาคือแค่ ขณะนี้ ที่กำลังภาวนาอยู่ ผมทิ้งนาฬิกาข้อมือไว้ที่เรือนนอนเลย และเมื่อกิเลสเริ่มผลักจิตผมให้คิดเรื่องเวลา ผมออกคำสั่งบอกจิตให้จดจ่อ ณ เวลาเดียวเท่านั้น คือปัจจุบันขณะ) เมื่อรู้สึกถึงความร้อนของจุดสัมผัส ผมทุ่มเทความมุ่งมั่นทั้งหมดให้จิตจดจ่ออยู่ที่จุดสัมผัสนั้น รักษาความนิ่งและเผชิญกับความร้อนของจุดสัมผัสด้วยอุเบกขาและความมั่นใจ (สิ่งนี้เคลื่อนนำผมไปสู่ชั้นและประสบการณ์ใหม่ ๆ ของจิต) รักษาจิตให้อ่อนโยนเปี่ยมด้วยความกตัญญูต่อท่านอาจารย์ตลอดเวลา

ขณะปฏิบัติ ผมได้ยินคำพูดของท่านอาจารย์…. “จดจ่อที่จุดสัมผัส” “เห็นอะไร…ก็ให้เพียงรู้…แต่อย่าไปให้ค่า” “ทำหน้าที่ของตน” “หน้าที่ของจิตคือเพ่ง” “หน้าที่ของไฟคือเผา” “หน้าที่ของธรรมะคือเปิดเผยความจริง”

สิ่งเหนือธรรมชาติต่าง ๆ ที่ครั้งหนึ่งผมอยากเห็น

ตั้งแต่คอร์สแรกของการปฏิบัติเตโชวิปัสสนา ผมเริ่มเห็นสิ่งต่าง ๆ และอยากเห็นอะไรที่พิเศษ อะไรที่เหนือธรรมชาติ ท่านอาจารย์เตือนผมเสมอว่าไม่ให้มีความอยาก ตัณหาหรือความเกลียดขณะภาวนา ท่านบอกให้ผมวางอุเบกขาและมีจิตจดจ่อ อย่าไปให้ค่ากับสิ่งต่าง ๆ ที่โผล่มาให้เห็น และในที่สุดในการเข้าคอร์สครั้งที่สี่ ผมก็ได้กลายเป็นนักเรียนที่ขยันและเชื่อฟังคำสอนของท่านอาจารย์ ผมทำตามคำสอนของท่านทุกกระเบียดนิ้ว ผมภาวนาอย่างมีอุเบกขา

และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น

หนังแนววิทยาศาสตร์เรื่อง ลูซี่ ซึ่งเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ร่างกายได้รับสารเคมีจำนวนมากจนทำให้จิตของเธอทำงานในระดับที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ สมองมนุษย์ใช้ศักยภาพในการทำงานประมาณ 10% แต่สำหรับเธอ สมองของเธอจะเริ่มทำงานเข้าใกล้ 100% ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เธออยู่เหนือขีดจำกัด ณ ที่ศักยภาพ 100% มีฉากหนึ่งในภาพยนตร์ ที่ลูซี่นั่งเก้าอี้อยู่และท่องไปสถานที่อื่น ณ เวลาอื่น ขณะที่เธอเคลื่อนมือจากซ้ายไปขวา ลูซี่ท่องจากฉากหนึ่ง ณ เวลาหนึ่ง ไปสู่อีกฉาก ณ เวลาอื่น

ขณะที่ผมได้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยการปฏิบัติเตโชวิปัสสนา ผมได้ประสบกับบางสิ่งคล้าย ๆ กับในภาพยนตร์เรื่องลูซี่ ระหว่างการภาวนาผมพบตัวเองนั่งอยู่ในฉากฉากหนึ่ง ซึ่งเป็นแม่น้ำใส ก้มมองดูน้ำที่ใสแจ๋ว พิจารณาทรายและกรวดหินต่าง ๆ บางครั้งผมพบตนเองนั่งอยู่ในทะเลทราย นั่งมองทรายและวัชพืช ณ จุดนี้ ผมมีมหาสติเกิดขึ้น การวางอุเบกขาไม่ให้ค่ากับฉากต่าง ๆ เหล่านี้ผมพบตนเองท่องไปสู่สถานที่อื่น ๆ เช่นเดียวกับในภาพยนตร์ บางครั้งอยู่ใต้มหาสมุทร บางครั้งอยู่ในป่า หรือบนภูเขา ผ่านทุ่งข้าวสาลีหรือ ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวหรือแม้กระทั่งเข้าไปในพื้นที่ยุคประวัติศาสตร์และยุคใหม่ ฉากต่าง ๆ เหล่านี้คมชัดเหมือนเห็นในระบบ HD เลยทีเดียว

เมื่อจิตถูกทำให้บริสุทธิ์ จะเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไร พลังบริสุทธิ์ของจิตนั้นเป็นอิสระและเริ่มทำงานหรือสะท้อนคลื่นความถี่ที่สูงมากขึ้นและพลังที่มากขึ้นด้วย เมื่อจิตของผมถูกทำให้บริสุทธิ์จากการภาวนาและการชำระจิตอย่างเข้มข้นหลายวัน ผมก็สามารถเชื่อมต่อกับคลื่นความถี่ของจิตท่านอาจารย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่งในสิ่งที่ท่านอาจารย์เห็น การเชื่อมต่อกับพลังงานของท่านอาจารย์ทำให้ผมมีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล สิ่งนี้เกิดเมื่อผมไม่มีความอยากและตัณหาที่จะเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติต่าง ๆ

ผมตระหนักว่าไม่มีอะไรเทียบได้กับความนิ่งและการวางอุเบกขา ซึ่งผมสัมผัสได้ ณ จุดสัมผัส เมื่อผมเห็นกำแพงโบราณ สิ่งต่าง ๆ ที่เห็นนั้นไม่มีความสลักสำคัญเลยแต่กลับเป็นการคงอยู่ของธาตุไฟ ณ จุดสัมผัสและการตั้งมั่นในอุเบกขาต่างหาก ผู้ที่ไม่เห็นอะไรเลยก็สามารถมาถึงจุดนี้ได้ การเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้หลายพันปีมาแล้วนั้น สามารถเป็นอุปสรรคหรือทำให้เกิดความไขว้เขวในกระบวนการนี้ได้ การเห็นสิ่งต่าง ๆ นั้นไม่จำเป็นและไม่ควรเป็นเป้าหมายของผู้ปฏิบัติ

ถึงตอนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ท่านอาจารย์หมายถึงเกี่ยวกับการเห็นสิ่งต่าง ๆ คืออะไร และเหตุใดท่านจึงบอกให้เรา “เพียงรับรู้…อย่าไปให้ค่า ไม่ว่าอะไรจะโผล่มาให้เห็น ก็อย่าไปให้ค่ากับสิ่งเหล่านั้น”

ณ ขณะนี้

ขณะที่ผมมาเข้าคอร์ส ผมตระหนักว่า ทุกเดือนที่ผ่านมานี้ผมคอยที่จะแอบดูนาฬิกา เพราะอยากรู้ว่าเมื่อไหร่จะหมดเวลา ถ้าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วผมก็รู้สึกดีและปฏิบัติต่อไปตามปกติ และถ้าเวลาเดินไปช้ากว่าที่คิด ผมก็จะรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ผมตระหนักว่า นี่คือการให้อาหารกับสิ่งที่ผมกำลังจะกำจัดระหว่างการภาวนา ได้แก่ ราคะ โมหะ และโทสะ

ผมจึงตั้งสัจจะที่จะไม่เหลือบมองเวลาในระหว่างการภาวนาและเก็บนาฬิกาไว้ที่เรือนนอน นอกจากนี้ผมพิจารณาสิ่งที่ท่านอาจารย์สอนในคอร์สที่สาม เรื่องเกี่ยวกับการเพ่งอยู่ที่จุดสัมผัสโดยไม่หันเหไปตามทิศทางอื่น ๆ อีกทั้งยังตั้งสัจจะว่า จะเพ่งที่จุดสัมผัส และดูว่าการปฏิบัติของผมเปลี่ยนไปหรือไม่ ณ ตอนนี้การปฏิบัติของผมดูเหมือนจะไปได้ดี ผมได้พบความจริงผ่านทางจิตรู้ของผม ทั้งยังจำได้ว่าในคอร์สที่สาม ท่านอาจารย์ได้ทดสอบผม เรื่องความอยากที่จะเห็นภาพที่สวยงามมากกว่าภาพของอุโมงค์สกปรกที่กิเลสอาศัยอยู่ ท่านอาจารย์เตือนผมว่า กำลังทำสงครามกับกิเลสอยู่ และเจ้ากิเลสก็เป็นตัวที่ทำให้ผมให้ค่ากับฉากธรรมชาติที่สวยงาม ผมจึงตั้งใจที่จะเพ่งที่จุดสัมผัสด้วยความตั้งมั่นยิ่งขึ้น

ตอนตีสี่ครึ่งวันหนึ่งในคอร์สที่สี่ ขณะภาวนาด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจดจ่ออยู่ที่จุดเพ่งอย่างเดียว เจ้ากิเลสที่อยู่ในอุโมงค์สกปรกก็เริ่มปรากฏตัวออกมา ขณะที่จุดเพ่งมีความชัดเจนมากขึ้น ผมดำดิ่งลึกลงไปในบริเวณที่กิเลสฝังตัวอยู่ ขณะที่ผมเพ่งและตรึงนิ่งพร้อมวางอุเบกขา จิตรู้ก็เริ่มแสดงตัวออกมา ผมมองเห็นภาพของเวลาที่ก่อกำเนิดทางโลกียวิสัย มนุษย์มีทัศนะของเวลาเป็นเชิงเส้น (เส้นตรงที่มีทิศทางไปด้านหน้า) แต่จิตรู้บอกว่าเวลาคือ “ณ ขณะนี้” ผมนำเอาสัจธรรมนี้มาปฏิบัติทำให้เวลานั้นเคลื่อนหายไป เมื่อใดก็ตามที่ผมนึกถึงเวลา ผมเพียงแค่เตือนตนว่าเวลาคือ “ณ ขณะนี้” และขณะนี้คือเวลาที่ผมจะต้องภาวนาเพื่อไปให้ถึงซึ่งความหลุดพ้น

ต่อมาผมเห็นภาพที่ชัดเจนของเวลาคืออวกาศ เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่สูงในจักรวาล ด้านล่างเป็นโลก เวลาบนโลกถูกแสดงให้เห็นถึงช่วงกว้างที่มีมากกว่าล้าน ๆ ปี แต่ในที่ซึ่งจิตนิพพานของพระพุทธเจ้าอยู่นั้น เวลาคือ “ณ ขณะนี้”

เมื่อขณะจิตที่เบาขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้นจนลอยสูงขึ้น และออกไปจากแรงดึงดูดของโลกเวลาก็เคลื่อนไปใกล้ “ณ ขณะนี้” ด้วยเหตุนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าท่านอาจารย์บรรลุธรรมได้สูงยิ่งด้วยเวลาของท่าน เพราะท่านมีจิตที่บริสุทธิ์ในระดับที่สูงมากนั่นเอง ผมจึงคิดสูตรขึ้นมาดังนี้

การถือศีลที่มั่นคง + การทำจิตให้บริสุทธิ์ด้วยเตโชฯ = จิตที่เบาขึ้น = “ณ ขณะนี้”

ถ้าเราทำจิตบริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด แรงดึงดูดของโลกก็จะดึงจิตติดอยู่ได้น้อยลงเท่านั้น จิตก็จะลอยตัวสูงขึ้นจนไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการรู้แจ้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นตอนที่ไม่มีเวลาหรือ “ณ ขณะนี้” นั่นเอง

ในระหว่างการสอบอารมณ์ท่านอาจารย์กล่าวรับรองความคิดเรื่อง “ณ ขณะนี้” ของผม โดยกล่าวว่านั่นคือทัศนคติของพระอรหันตเจ้าเรื่องเวลา “ณ ขณะนี้” ในขณะที่จิตของท่านลอยสูงขึ้นห่างจากแรงโน้มถ่วงของโลก จากการมองเห็นความจริงที่ว่า เวลาไม่เป็นไปในแนวเส้นตรง และถ้าหากผมรักษาศีลไว้อย่างมั่นคง มีสติไม่หลงระเริงไปกับสิ่งชักจูงที่จะดึงจิตไปติดกับดักของมาร เมื่อนั้นผมจะพบกับความจริงของ “ณ ขณะนี้” และบรรลุสู่นิพพานได้ การรักษาศีลให้บริสุทธิ์และปฏิบัติตามแนวทางเตโชวิปัสสนากรรมฐานอย่างเคร่งครัด นับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่จะทำเพื่อแลกกับการยกจิตไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดคือหนทางแห่งการหลุดพ้น

ความกตัญญู

การทำความเข้าใจและยอมรับในคำสอนของพระพุทธองค์เป็นเรื่องง่ายสำหรับผม ผมรู้สึกว่าคำสอนของพระพุทธองค์มีความสมเหตุสมผลมาก อย่างไรก็ตามมีความคิดอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมยังรู้สึกข้องใจอยู่ว่า เราต้องเวียนเกิดเวียนตายในวัฏสงสารมาเป็นเวลาหลายกัปหลายกัลป์นับไม่ถ้วน ช่วงต้น ๆ ผมไม่สามารถยอมรับหรือเข้าใจว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุใดจักรวาลนี้ถึงได้โหดร้ายยิ่งนัก ผมรับไม่ได้ว่า ผมได้ตกเป็นเหยื่อของจักรวาลที่แล้งน้ำใจเช่นนี้ ผมรู้เพียงว่า ผมอยู่ในจักรวาลที่มีทั้งความเสมอภาคและเป็นธรรม