"โลกต้องพึ่งพระรัตนตรัย"


..

การตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ ทำให้โลกต้องประสบภัยทางเศรษฐกิจและอารมณ์ เกินพิษร้ายที่แท้จริงของไวรัสโควิด-19 .. เวลาเกิดสงครามโลกที่ทำลายล้างกัน มีคนตายเรือนแสน บางประเทศได้รับผลกระทบหนัก บางประเทศได้รับผลกระทบเฉพาะบางหมวดธุรกิจ แต่ไวรัสโควิตที่มีอัตราการเสียชีวิตทั่วโลกราว 4,800 คน ติดเชื้อทั่วโลก 128,000 กว่าคน กลับทำให้โลกทั้งใบกลายเป็นโลกที่ระดมด้วยพิษเศรษฐกิจไปทุกหมวด ไม่มีใครได้รับการยกเว้น .. การไม่ตั้งอยู่ด้วยเหตุผล ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจผ่านกระแสข่าวที่ก่อเกิดความหวาดกลัวไปทั่วผ่านการแพร่กระจายทางอินเตอร์เน็ต ทำให้สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นก็เป็น ที่ไม่เคยได้เห็นก็เห็น ความเสียหายที่ไม่ควรลุกลามก็ลามยิ่งกว่าไฟจากสงครามจริง .. สภาวะตื่นตระหนก Panic คือสาเหตุใหญ่ของปัญหา บางคนไม่ได้ป่วย แต่พอรับรู้เรื่องคนป่วยไม่กี่คนก็เหมือนกับป่วยเองไปแล้ว ขอให้เราตั้งอยู่ด้วยเหตุผล ใช้สติในการตัดสินใจ อย่าใช้อารมณ์หรือพลังของข่าวสาร ทำให้ตกหลุมพรางภัยของโลกในครั้งนี้ อาจารย์เชื่ออย่างยิ่งว่า ปลายเดือนเมษายนสถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น เดือนพฤษภาคมโลกจะค่อยๆ ฟื้นตัวเหมือนคนฟื้นไข้ โลกจะคืนสู่ปกติ ดังนั้นในช่วงที่ฝุ่นตลบ เป็นช่วงที่ใครมีอะไรต้องทำ หรือต้องเตรียม ขอให้ทำต่อไปตามกำลังที่ทำได้ เพราะหากเวลาฟื้นแล้วผู้ที่หยุดชะงัก จะตามเขาไม่ทัน เพราะพอเวลาโลกฟื้นแล้วจะกลายเป็นผู้เสียโอกาส เมื่อมีโอกาสก็ไม่ทำ พอโอกาสกลับมาอีกครั้งก็คว้าไว้ไม่ได้ ในช่วงนี้ ผู้คนต้องเห็นอกเห็นใจกันให้มาก ใครที่เป็นเจ้าของกิจการแล้วประสบปัญหาการค้าขาย ขาดเงินสดหมุนเวียนก็อย่าเพิ่งรีบให้พนักงานออก ควรคุยลดเงินเดือนชั่วเวลาหนึ่ง หรือให้ลางานหรือพักงาน โดยไม่รับเงินเดือน จนกว่าสภาวะจะคืนสู่ปกติ หากช่วยกันพยุงก็จะไม่มีใครล้ม มีแต่ใจเท่านั้นที่หล่นวูบไปบ้าง ..

ในข่าวต่างประเทศ มีพิธีกรชาวอเมริกันคนหนึ่งกล่าวว่า ชาวจีนควรขอโทษที่ทำให้โรคนี้แพร่หลายเพราะคนจีนเห็นแก่กิน กินได้กระทั่งค้างคาวและงู คำกล่าวนี้ทำให้อาจารย์ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสถึงเนื้อที่ห้ามกิน 10 ชนิดได้แก่ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือดาว เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี เนื้อสุนัข เนื้องู อาจารย์เพิ่งนึกได้ว่า ยกเว้นเนื้อมนุษย์ นอกจากสัตว์ที่ทรงห้ามเหล่านี้มีกระแสสังขารที่ดุร้าย แล้ว ก็ยังเป็นสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคที่มีความแข็งแกร่งมาก เพราะการที่เชื้อโรคสามารถอยู่ได้ในสัตว์เหล่านี้ แสดงว่าเชื้อโรคนี้ได้สะสมพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าแกร่ง ยากแก่การทำลาย ชาวจีนนั้นบริโภคเนื้อสุนัข เนื้องู แล้วยังบริโภคเนื้อสัตว์ป่าอื่นๆ ที่ดำรงเผ่าพันธุ์ ได้ท่ามกลางสภาพอากาศที่ยากเกินกว่าที่มนุษย์จะทนได้ ก็คือการไปรับเชื้อโรคร้ายแรงเข้าสู่ตัว .. นี่คงเป็นอีกสาเหตุนึงที่พระพุทธองค์ทรงเตือนด้วยพระสัมโพธิญาณ คำเตือนของพระพุทธองค์นั้น ไม่มีอะไรที่ไม่จริงเลย เพียงแต่ว่าเราจะมีปัญญารู้เท่าทันมหันตภัยที่ซ่อนอยู่ได้ลึกซึ้งแค่ไหน ศัตรูที่มองไม่เห็น เป็นภัยมากกว่ศัตรูที่มองเห็นเสมอ .. เมื่อ 4 วันก่อน อาจารย์มีนิมิตเห็นไฟไหม้เมืองไปทั่ว ไหม้เป็นวงกว้างสุดลูกหูลูกตา ไม่เคยมีนิมิตไฟไหม้เมืองแบบนี้มาก่อน เช้าขึ้นมาก็ได้แต่สวดมนต์แผ่เมตตาไป ที่จริงก็อยากจะชวนให้ศิษย์สวดมนต์ภาวนาช่วยโลก แต่ก็เกรงจะถูกผู้ที่ไม่มีศรัทธาหาว่า ชวนสวดมนต์ภาวนาอีกแล้ว อาจารย์เคยถูกคนพาลเคยกล่าวหาว่า เราชักชวนทำกิจกรรมต่างๆ บ่อย ก็เลยไม่อยากชวนทำ ใช่เพราะหวั่นไหวกับสิ่งที่คนพูด แต่ไม่อยากให้ผู้ที่ไม่เข้าใจ และไม่มีศรัทธาที่มั่นคงต้องหลงคิดปรามาส เขาจะบาปมากเพราะเราทำแต่สิ่งที่เป็นกุศลเกื้อกูลโลกและตอบแทนพระศาสนา จากวันที่มีนิมิตวิกฤตไวรัสก็รุนแรงขึ้นที่อิตาลีและลามมาถึงอเมริกา เช้ามืดวันที่ 12 มี.ค. อาจารย์ได้เกิดนิมิตเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาก สูงใหญ่ชิดหลังคาโบสถ์ และมีผู้ที่นับถือศาสนาอื่นมากราบอาจารย์ด้วย ความหมายก็คือ โลกต้องพึ่งพระพุทธเจ้า ต้องพึ่งพลังคุณพระศรีรัตนตรัย จึงจะช่วยสงบเหตุการณ์เลวร้ายของโลกครั้งนี้ได้เร็วขึ้น ... ***ทำไมการสวดมนต์ภาวนาจึงช่วยสถานการณ์ได้? .. เชื้อโรคนี้ละเอียดเล็กมากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น พลังจากการสวดมนต์ภาวนาก็เป็นพลังงานที่เล็ก ละเอียดแต่ทรงอานุภาพมาก เป็นการส่งคลื่นพลังงานในระดับที่สูงกว่า ไปสู่โลก เปรียบเหมือนการส่งกระแสบริสุทธิ์ไปทำลายเชื้อโรคในอากาศ พลังร้อนที่แผ่ออกมาจากการปฏิบัติวิปัสสนาและการสวดมนต์ ย่อมช่วยฟื้นสถานการณ์ได้ไม่มากก็น้อย การสวดมนต์ครั้งนี้ต้องสวดด้วยพระคาถาชินบัญชร เพราะพระคาถานี้เป็นกระแสร้อนฝั่งปราบภัยร้าย ซึ่งตรงข้ามกับไวรัสที่เป็นเติบโตและอยู่ได้นานในกระแสเย็น จึงขอเชิญชวนชาวพุทธร่วมมือร่วมใจกันทำเพื่อเกื้อกูลโลกอีกครั้ง เราเคยสวดมนต์ภาวนาได้อย่างสัมฤทธิ์ผลเมื่อคราดับไฟป่า ดับไฟแค้น แต่ตอนนั้นสวดพระคาถพาหุงมหากา หลังจากสวดจบไป 3 วันก็เกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนี้ขอเชิญชาวพุทธและนักภาวนา ภาวนาในสายที่ตนปฏิบัติอยู่ จากนั้นร่วมกันสวดพระคาถาชินบัญชร 7 จบเป็นเวลา 7 วัน สวดในเวลา 20.30 น. .. *สำคัญ* การสวดมนต์ในเวลาใกล้เคียงกัน จะเกิดพลังมากว่าการสวดตามสะดวก เพราะจิตคือคลื่นพลังงาน คลื่นพลังงานที่อยู่ในย่านความถี่เดียวกัน จะจูนถึงกันและก่อให้เกิดผลได้อย่างมีพลังได้ดีกว่าต่างคนต่างสวดคน อย่างไรก็ดี หากไม่สะดวกในเวลาดังกล่าว ก็สวดในเวลาที่ทำได้ ดีกว่าไม่ได้ทำอะไร

วิกฤตครานี้กินวงกว้างกว่ามากคราไฟป่าและไฟแค้นอิหร่านเมื่อเดือนมกราคม ขอให้เรามีศรัทธาในสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ขอให้ได้ใช้เมตตาธรรมร่วมกันเกื้อกูลโลก ..

.. ***หลักการสวดมนต์ภาวนา**** ก่อนจะภาวนาให้สวดนะโมสามจบ และไตรสรณคมน์ (พุทธัง.. ธัมมัง..สังฆัง..) จบเดียว หากที่บ้านมีพระพุทธรูป ก่อนสวดมนต์ให้เพ่งดูพระพุทธรูปอย่างจดจ่อให้จิตสงบ เพื่อพึ่งและรับกระแสพระรัตนตรัยให้มากที่สุด แล้วจึงสวดมนต์ พอสวดแล้วให้ตั้งจิตคิดถึงโลกที่กำลังป่วย แล้วจึงอธิษฐานว่า .. “ข้าพระพุทธเจ้า ขออาราธนาพุทธบารมี ธัมมบารมี สังฆบารมี ในการบำเพ็ญภาวนา หรือ/และอันเชิญพระคาถาชินบัญชร เพื่อเกิดเป็นกระแสพลังงานบริสุทธิ์ไปเยียวยาโลกที่กำลังป่วยด้วยไวรัสโควิดที่กำลังแพร่ระบาด ขอให้การบำเพ็ญนี้สัมฤทธิ์ผล และเกิดเป็น กระแสช่วยเปิดทางให้ทางการแพทย์ค้นพบวัคซีนป้องกัน ให้ประเทศไทย โลก รวมถึงครอบครัวและข้าพเจ้าปลอดภัย และโลกคืนสู่ความสงบสุขโดยเร็วด้วยเทอญ” เมื่อจบการสวดมนต์ก็อธิษฐานอีกครั้ง เสร็จแล้วให้น้อมจิตแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์และแก่โลก .. การสวดมนต์ภาวนาในเวลาเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง เหมือนการจุดเทียนต่อๆ กันๆ แล้วแรงเทียนจะกลายเป็นพลังธาตุไฟมหาศาล ที่แพร่กระจายไปขจัดภัยร้ายเฉพาะกิจ ตามที่เรากำหนดจิตผ่านการอธิษฐาน “จิตนี้ดัดได้ จิตนี้สั่งได้” ขอให้เรามาร่วมทำปาฏิหาริย์ให้เกิดอีกวาระหนึ่งเถิด ขออนุโมทนา .. อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล 13 มีนาคม 2020 .. ... ....

พระคาถาชินบัญชร (ความหมายโดยรวมคือการอันเชิญพลังคุณพระศรีรัตนตรัยปกปักรักษา)

ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.

เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.