3 ปีที่หายไป

ประสบการณ์ธรรม คุณกวีวัฒน์

ข้าพเจ้าชื่อ กวีวัฒน์ อายุ 29 ปี อาชีพนักธุรกิจ ตั้งแต่จำความได้ ข้าพเจ้าเติบโตมาในครอบครัวจีน แต่ก็พูดจีนไม่ได้หรอก ทุกคนจะโฟกัสเรื่องเงินเป็นหลัก แต่ด้วยความที่สุขภาพไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก ป่วยนิด ป่วยหน่อย แพ้โน่นนี่ ทำให้ตระหนักว่าสุขภาพดีนั้นสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเป็นเด็กที่แปลกประหลาดในวงครอบครัวตรงที่ ทำไมไม่รู้ในชีวิตนี้ข้าพเจ้ามักไม่ค่อยอยากได้อะไรเหมือนคนอื่นสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะรถ จะบ้าน จะเงิน จะทรัพย์สินอะไรก็แล้วแต่ รู้สึกเหมือนเนือย ๆ มีก็ดี ไม่มีก็ได้ แต่สิ่งเดียวที่ค้างคาใจในเวลานั้น คือ เบื่อตัวเอง ไม่อยากเกิดอีก แต่ก็มีความปรารถนาที่จะตอบแทนบุญคุณบุพการีก่อน ข้าพเจ้าเฝ้าแวะเวียนไปร้านหนังสือบ่อย ๆ เข้ามุมนั้น ออกมุมนี้ หมวดธรรมะ วิทยาศาสตร์ เรื่องเหนือโลก แนวไหนก็อ่านหมด แต่ไม่รู้สึกอยากออกปฏิบัติธรรมเลย ในตอนนั้นกลัวมาก การที่จะออกไปอยู่ในที่ที่ไม่มีแอร์ บ้าน่าคนขี้แพ้แบบข้าพเจ้า ไหนจะแพ้เหงื่อ แพ้ฝุ่น แพ้อากาศ จะไปบวช ไปปฏิบัติธรรมได้ยังไงกัน? จะมีทางไหนมั้ยนะให้สามารถทำกิจทั้งทางโลกและทางธรรมไปพร้อม ๆ กันได้ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ข้าพเจ้าฝันประหลาดมาก เกิดมาไม่เคยฝันแบบนี้เลย ฝันว่าตัวเองใส่ชุดขาว เดินตามพระหลายรูปที่สวมจีวรขึ้นไปบนฟ้า ในฝันไม่เห็นหน้าท่าน จำได้ลางว่า ๆ ท่านพูดว่า เดินตามมาสิ

.


จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็แวะเข้าไปร้านหนังสืออีกคราและสะดุดตรงที่หมวดหนังสือขายดี เห็นหนังสือฆราวาสบรรลุธรรมเล่ม 2 มีรูปท่านอาจารย์เด่นอยู่หน้าปก คิดในใจว่า เอ้ย มันจะมีด้วยหรือ? ในยุคนี้ที่แม้กระทั่งพระบางรูปยังเชื่อถือไม่ได้ นับประสาอะไรกับฆราวาส เปิดอ่านสักหน่อยละกัน อ่านไปนิดหน่อยก็ซื้อหนังสือเล่มนั้นกลับบ้านทันที หลังจากกลับบ้านก็ตั้งใจอ่านหนังสือจนจบ และตั้งใจว่าลองสักตั้งละกัน ไม่ตายหรอกมั้ง จึงได้สมัครเข้าคอร์สอานาปานสติช่วงกลางปี พ.ศ. 2561 แต่ก็ปฏิบัติไม่ค่อยได้เท่าไหร่ จิตไม่นิ่ง คิดถึงบ้าน จนวันสุดท้ายก่อนจะจบคอร์ส จิตนิ่ง และคม ตั้งมั่นในการเป็นผู้เฝ้าดูที่ทางเข้าช่องจมูกได้ 30 นาที เลยรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง และได้เรียนอาจารย์ผู้ช่วยสอนไปว่า ศิษย์ทำได้แล้ว อาจารย์ก็ตอบกลับมาประมาณว่า ยังพอมีวาสนาอยู่นี่ ทว่ากลับมาบ้านก็ไม่ค่อยมีวินัยในการภาวนา ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถูกกิเลสลากไปบ้าง ปัญหาเรื่องทางโลกบ้าง

.


จนประมาณปลายปี พ.ศ. 2562 ได้มีโอกาสได้เข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นคอร์สแรกของการปลีกวิเวกที่ยาวที่สุดในชีวิต ก่อนหน้านี้ก็เคยตั้งใจไปบวช ตอนแรกบอกที่บ้านว่าจะไป 30 วัน พอไปบวชจริง ๆ อยู่ได้ 3 วันก็ไม่รอดด้วยอาการแพ้หลายอย่าง แต่ที่เตโชวิปัสสนาสถานเป็นที่แรกที่ข้าพเจ้าสามารถอยู่ได้จนครบ 7 วัน ภาวนาก็ไม่ค่อยได้เรื่อง แถมพ่วงด้วยอารมณ์คิดถึงบ้านทุกวัน ในคอร์สแรกนี้เรียกว่า มืดบอดสุดประตู เพราะกิเลสหนามากจริง ๆ ในตอนนั้น

.


หลังกลับมาจากคอร์ส ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติที่บ้านแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ต่อเนื่องนัก จะเรียกว่าปฏิบัติไม่ขึ้นก็อาจจะได้ ช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนถึงราว ๆ ปลายปี พ.ศ. 2563 ข้าพเจ้าพบเจอกับมรสุมการทุจริตถึงครึ่งองค์กรภายในธุรกิจครอบครัวที่ทำให้หมดพลังไปกับการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่สามารถหาหลักฐานมาเอาผิดได้เลย เรื่องราวดำเนินไปสไตล์โลก ๆ จนกระทั่งเกิดวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 ทำให้สามารถจัดการปัญหาตรงนี้ไปได้ ทว่าเรื่องราวมันก็ยังไม่จบ หลังจากจบปัญหาการทุจริตก็มาเจอปัญหาความรักออนไลน์ (มัวเมาหลงรักข้างเดียวทั้ง ๆ ที่หน้าไม่เคยเจอกัน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกมา) เล่นเกมสูญเงินหลักล้านในระยะเวลาปีครึ่งได้ ความดีที่มีอยู่ก็คือการตั้งใจรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์

.


3 ปีล่วงเลยผ่านไป ไวเหมือนโกหก หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ตอนนี้ก็ล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ. 2565 ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะอยู่แบบนี้ จะลากตัวเองไปเข้าคอร์สให้ได้ ตอนแรกตั้งใจจะไปเข้าคอร์สเดือนกรกฎาคม และแล้วก็เหมือนฟ้าเป็นใจเปิดทางให้ได้ไปเร็วขึ้น ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนสงกรานต์ ด้วยตัวข้าพเจ้าอยากให้คุณแม่ได้พักผ่อนที่เดอะโซลซึ่งมีโปรโมชั่นพอดี เลยขอของขวัญวันเกิดตัวเองจากคุณแม่ล่วงหน้า คือ ให้ไปพักผ่อนเป็นเพื่อนลูก คุณแม่ท่านบอกให้ได้คืนเดียว เอ้าคืนเดียวก็คืนเดียว ก็ตัดสินใจเลย ขับรถจากร้อยเอ็ดไปสระบุรี แล้วคืนนั้นก็ได้พบกับกัลยาณมิตรผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกับทีมงาน ตอนแรกลังเลไม่กล้าเข้าหา แต่สุดท้ายก็คิดได้ว่า ศิษย์พี่ท่านอื่น ๆ ก็คงต้องมีประสบการณ์ไม่ใช่น้อย หากได้สอบถามหรือปรึกษาก็อาจจะทำให้มีกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง หลังจากได้สนทนาจบก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้น กัลยาณมิตรผู้ใหญ่ท่านนี้ได้แนะนำว่า ให้มาเข้าคอร์สเลยไม่ต้องรอ กลับบ้านให้เขียนใบสมัครเลยนะ คอร์สเดือนมิถุนายน และรุ่งเช้าก็มีโอกาสได้พบอาจารย์ผู้ช่วยสอน จึงได้เรียนสอบถามเกี่ยวกับการภาวนา แต่จนแล้วจนรอด กลับมาที่บ้านก็ภาวนาไม่ได้อยู่ดี

.


ช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม ได้มีการจัดอบรมออนไลน์ให้กับศิษย์ทางเฟซบุ๊ก ให้ความรู้เรื่องการทำสื่อประชาสัมพันธ์ และการใช้เครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ ข้าพเจ้าเองก็มีโอกาสได้เข้าไปเรียนทั้งสองรอบ หลังจากเรียนเสร็จก็สมัครเป็นจิตอาสาเลย เนื่องจากตอนนั้นทางผู้สอนแจ้งว่า ทีมงานจิตอาสาขาดคน แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองสักเท่าไหร่ ความสามารถที่มีก็ค่อนข้างปานกลาง ไม่เด่นสักอย่าง มีอย่างเดียวที่มั่นใจ คือ ใจที่อยากตอบแทนพ่อแม่ครูอาจารย์ และแล้วก็มีโอกาสได้พูดคุยกับกัลยาณมิตรหลายท่าน ได้อธิบายทักษะที่พอมี และได้ทำงานเป็นจิตอาสาหลายงาน ทำให้ได้กู้ความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาบ้าง แม้บางงานอาจจะยังทำได้ไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ แต่ก็จะพยายามทำต่อไป และพัฒนาให้ดีขึ้น

.


จนกระทั่งวันเข้าคอร์สมาถึง ข้าพเจ้าไปกราบต้นพระศรีมหาโพธิ์และตั้งจิตอธิษฐานว่า ศิษย์มาปฏิบัติคอร์สนี้ เพียงต้องการให้ท่านอาจารย์แข็งแรง ขอให้ได้ชดเชยความไม่เอาไหนของตัวเองที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่ท่านอาจารย์มอบให้ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ขอให้เห็นความก้าวหน้าในใจพอให้เดินทางไปต่อได้บ้าง ขอให้กลับไปที่บ้านภาวนาแบบวินัยให้ได้บ้างเถิด สรุปโดยรวมในคอร์สนี้กลับภาวนาได้เฉยเลย ตั้งมั่นได้ดีขึ้น ไม่ได้คิดถึงบ้านแบบคอร์สแรก ซึ่งสมัยก่อนนั้นเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่เคยให้อภัยตัวเองจริง ๆ สักที (กลัวว่าสิ่งที่เคยทำ มันจะส่งผลร้ายแรงทำให้ปฏิบัติธรรมไม่ขึ้น กลัวไปหมด บลา ๆๆ ) ไม่เคยเชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง (ได้ความมั่นใจเพิ่มมาจากการทำงานอาสาประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเข้าคอร์ส) ในคอร์สนี้ตอนเข้าสอบอารมณ์กับท่านอาจารย์เห็นท่านเหนื่อยมากก็เลยไม่ได้พูดอะไรเยอะ แต่เมื่อเข้าสอบอารมณ์ในรอบสุดท้ายได้กราบเรียนท่านไปว่า อยู่ดี ๆ ก็เกิดอุเบกขาขึ้นเองตอนเดินจงกรม ท่านบอกว่า อุเบกขามันเกิดขึ้นของมันเอง อย่าไปมีตัณหา ถ้ามีมันก็ไม่เกิด ซึ่งข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นความก้าวหน้าตามที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ในวันแรกที่มาเข้าคอร์ส

.


จนวันที่เปิดวาจา เหล่าศิษย์ได้ร่วมกันน้อมอุทิศบุญแด่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าเองก็นึกในใจว่า เราตั้งใจมาดีแล้วรอบนี้ ไม่คิดเอาอะไรกลับไป ข้าพเจ้ามีโอกาสนำพวงมาลัยเข้ากราบท่านอาจารย์จึงได้กราบเรียนท่านว่า ศิษย์ขอขมาในความไม่เอาไหนที่ผ่านมา ศิษย์ขออนุญาตอธิษฐานบุญในคอร์สนี้แด่ท่านอาจารย์ โดยท่านอาจารย์เมตตารับไว้และอวยพรให้ ท่านพูดว่า โลกต้องการคนรุ่นใหม่เช่นท่านในการรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (จำได้แค่นี้จริง ๆ ) โอ้โหข้าพเจ้าไม่ได้บอกอะไรท่านเลย ท่านทราบได้อย่างไรว่า ข้าพเจ้ามีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แบบ 100% ต่อให้ต้องตายก็ยอม วินาทีนั้นมือสั่นไปหมด รู้สึกว่าจิตใจอ่อนโยนขึ้น วันนี้ศิษย์เข้าใจหลาย ๆ อย่างขึ้นแล้ว ต่อไปศิษย์จะทำตัวให้ดีขึ้นให้สมกับที่ได้รับพลังของท่านอาจารย์มา กลับมาบ้านรอบนี้ภาวนาแบบไม่ได้ทุกข์ร้อนเหมือนเมื่อก่อน ผ่านมา 1 เดือนแล้วก็ภาวนาเป็นหน้าที่ได้ดีขึ้นตามเป้าหมาย ภาวนา 1 ชั่วโมงอย่างน้อย 5-6 วันต่อสัปดาห์ อาจมีบ้างบางวันที่เหน็ดเหนื่อย ก็จะชดเชยในวันต่อมา ข้าพเจ้าประหลาดใจมากและคาดไม่ถึงกับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เลย

.


ข้าพเจ้าหวังว่าบทความนี้จะเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังท้อถอยมีพลังขึ้นมา เริ่มต้นจากการให้อภัยตัวเอง อย่าปล่อยให้ความกลัวโน่นนี่นั่นมันครอบงำจิตใจเรา ถ้ากลัวก็แค่เพียงรู้ว่ากลัวเท่านั้น เพราะเราเกิดมาไม่รู้กี่ชาติ วนเวียนในวัฏสงสารนานจนหาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่เจอ เราทำผิดมาไม่รู้เท่าไหร่ เราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตได้อีกกี่วัน เริ่มต้นใหม่วันนี้ยังไม่สาย อย่างน้อยเราก็ทำดีที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็แค่ยอมรับมัน

.


ขอนอบน้อมกราบสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดา คุณพระศรีรัตนตรัย เหนือเศียรเกล้า ขอน้อมกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง


ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ผู้ช่วยสอน และ ผู้มีพระคุณทุกท่านที่สอนสั่ง และให้โอกาสข้าพเจ้าในการแก้ไขปรับปรุงตนเอง หากบทความนี้เกิดเป็นบุญกุศลแล้วไซร้ ขอน้อมอุทิศบุญทั้งหมดเป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ขอให้ท่านมีธาตุขันธ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ

---------------------