"3 ปีที่ผ่านไป" ถ้อยคำจากท่านอาจารย์



..

ธรรมเนียมปฏิบัติ และปฏิกริยาตอบสนองประการหนึ่งของคนทั่วไปที่มีต่อผู้วายชนม์คือ การย้อนรำลึกถึงคุณงามความดีและความรู้สึกดีๆที่มีต่อผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ล่วงลับเป็นผู้มีคุณธรรมสูงเช่นพระภิกษุหรือครูบาอาจารย์ เมื่อได้อ่านหรือฟัง ก็มักเกิดความซาบซึ้งใจ และเลยไปถึงเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้อยู่ในช่วงเวลาเช่นนั้นบ้าง ส่วนผู้ล่วงลับก็ไม่สามารถมาร่วมสนทนาและแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้อีก อาจเพียงแค่รับรู้จากต่างมิติเท่านั้น

..

เราเคยคิดบ้างมั้ยว่า หากผู้ล่วงลับได้รับฟังคำรำลึกถึง หรือการบอกเล่าเรื่องราวแต่หนหลัง ท่านจะรู้สึกอย่างไร แล้วอยากบอกกล่าวอะไรบ้าง

นี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นแก่อาจารย์ หลังจากที่ได้อ่านบทความของคุณนฤต วชิรอมรเลิศ ที่ได้เขียนทบทวนให้ศิษย์ตระหนักว่าผ่านไป 3 ปีแล้วนะนับจากวันที่อาจารย์สิ้นอายุขัย ในวันพระอาทิตย์ทรงกลดสองชั้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เผื่อวันข้างหน้าศิษย์ต้องเขียนรำลึกถึงผู้วายชนม์ แล้วไม่สามารถอธิบายได้แจ่มชัดว่า เรื่องราวเป็นยังไงมายังไง และไปทางไหนต่อ อาจารย์ก็อยากบอกเล่าทบทวน เพื่อให้มีบันทึกไว้ในหนังสือถึงผู้วายชนม์ในกาลข้างหน้า

..

การยังคงอยู่ได้ของอาจารย์ในปัจจุบัน เกิดจากการบวชต่ออายุขัยให้ของศิษย์ที่ศรัทธาและมีความกตัญญู บุญหรืออานิสงค์ของบวชนั้น ได้แปลงมาเป็นพลังงานหรือแบตตารี่สำรอง แก่พลังงานส่วนของกายที่หมดสิ้นไปแล้ว จากการที่ถูกใช้ไปกับกิจมากมาย เมื่อกายมีกำลังขึ้นมาได้อีก เขาก็มีพลัง ในการโน้มไปเชื่อมกับพลังของจิตที่เกือบจะจรไปแล้ว ให้กลับมาสถิตอยู่ด้วยกันอีกระยะเวลานึง กล่าวสั้นๆ ก็คือ จิตและกายกลับมาสมานกันได้อีก แต่ขึ้นชื่อว่าพลังสำรองไม่ใช่พลังดั่งเดิม การสมานกันของจิตและกายจึงไม่แนบแน่น 100% จึงเกิดภาวะจักระหรือพลังงานที่อยู่ในตัวรั่ว ส่งเป็นผลที่พอบอกกล่าวได้คือ

1. เหนื่อยง่าย 2.รับรู้อารมณ์ของกิเลสมารแจ่มชัดราวกับเข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้นเอง

3. เมื่อถูกกระทบ พลังของกายก็ไม่แกร่งเป็นกำแพงกันกระแสเหมือนก่อน จิตต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อไม่ให้กายเซ

4. อะไรที่รั่วก็เปราะและเสื่อมสลายเร็ว

สภาวะการมีชีวิตอยู่หลังต่ออายุขัย หากกล่าวเชิงเปรียบเทียบ กายก็เหมือนตัวรถยนต์ จิตเหมือนคนขับ เมื่อคนขับไม่สามารถเข้าไปนั่งในที่นั่งของผู้ขับได้เต็มที่ นั่งได้ไม่เต็มเบาะ ขับๆอยู่ประตูก็เปิดออก หรือมีแรงกระแทกมาเบียดจะให้ตกเบาะตลอด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องออกแรงมาก ผลจะเป็นอย่างไรก็คงเข้าใจไม่ยาก

..

เหตุผลที่หมดอายุขัยก่อนอายุขัยจริงมาจาก

1.ทำงานมากเกินไป

โดยมากเป็นงานของจิตซึ่งเป็นพลังงานชั้นละเอียด การทำงานเกิดจากทั้งการถ่ายทอดวิปัสสนาระดับสูง ที่ใช้พลังไปช่วยเผากระแสความมืดบอดเพื่อเปิดจิตและยกจิตให้ศิษย์สามารถภาวนาได้ การทำมหาภารกิจต่างๆ ซึ่งหนักไปในทางปราบมารที่เป็น กระแสร้อน ไม่ใช่ในแบบการแผ่เมตตาซึ่งเป็นกระแสเย็นเช่นการสวดมนต์ เมื่อจิตทรงพลังมาก แต่กายก็ยังเป็นกายเนื้อมนุษย์ธรรมดา ก็เป็นการไปดึงเอาพลังงานของกายที่ควรจะมีไว้ใช้งานเยี่ยงคนปกติ มาเป็นสถานีถ่ายทอดพลังจิตนั้น ใช้ไปมากก็ไปดึงพลังของกายออกไปมาก จนพลังของกายหมดก่อนอายุขัยจริง

นอกจากนี้ การงานต่างๆที่ทำก็ใช้กำลังของสมองซึ่งเป็นพลังงานทั้งสิ้น แต่ส่วนนี้ไม่หนักเท่ากับส่วนแรก เป็นการใช้พลังกายเหมือนคนทำงานทั่วๆไป

..

2.อนุภาคจิตถูกทำลาย

เปรียบจิตเหมือนหยดน้ำหยดใหญ่ การใช้กำลังเปิดปัญญาธรรมในการสอนเตโชวิปัสสนา ก็คือการแตกหยดน้ำนั้นให้กระจายออกไปน้อยใหญ่ให้แก่ผู้ปรารถนาได้รับกระแสบริสุทธิ์ ผู้ที่ตั้งใจรับหยดน้ำนั้นก็เกิดปัญญาธรรม บางคนจิตได้รับการยกขึ้นสู่ฝั่งโลกุตระธรรม คือขึ้นสู่ความเป็นอริยบุคคล ซึ่งมีทุกลำดับชั้น

จิตที่บริสุทธิ์ขึ้นของศิษย์ ก็คือการชำระน้ำเดิมที่เคยสกปรกให้สะอาดขึ้น เกิดเป็นการเพิ่มจำนวนน้ำที่บริสุทธิ์ ให้ฝั่งโลกุตระ แล้วก็กลายเป็นหยดน้ำมาสมทบกับหยดใหญ่เดิมที่แตกตัวไป ให้หยดน้ำใหญ่นั้นยังคงรักษาปริมาณเดิมไว้ได้ แต่เมื่อมีจิตของผู้รับหยดน้ำไม่น้อย ถูกล่อลวงด้วยกิเลสมาร ทำให้หลงทำลายเหยียบย่ำหยดน้ำที่ยกสถานะจิตของตน ให้พ้นเหวอบายภูมิ บางคนถึงขนาดปักหลักทำลายล้าง ตั้งใจเป็นศัตรูราวกับว่ามีใครไปทำร้ายตนให้แค้นเคืองนักหนา และมีที่ถูกหลอกให้กลายเป็นศิษย์อกตัญญูก็ไม่น้อย จนแม้แต่คุณธรรมเบื้องต้นง่ายขนาดเด็กยังรู้ ก็คิดเองไม่ได้ เหล่านี้ก็เพราะกิเลสนั้นสิงใจให้ใช้ลูกฆ่าแม่ ใช้ศิษย์ฆ่าอาจารย์

เมื่อเป็นดังนี้ ก็ทำให้หยดน้ำใหญ่เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีแรงจะเหยียดไปผนึกกับพลังงานของกาย นี่คือสภาวะอนุภาคจิตถูกทำลาย และเป็นเหตุผลใหญ่อันนึงของการหมดอายุขัยก่อนเวลาอันควรถึง 18 ปี

..

ด้วยเหตุนี้ จากเดิมที่มีศิษย์บวชต่ออายุขัยให้ 29 คน เพียง 2 ปีถัดมา ต้องมีการบวชศิษย์หญิงและชายมากกว่า 300 คน โดยบวชพระ 62 รูป บวชชีและบวชเนกขัมมะให้นานหลายเดือน แต่อาจารย์ไม่อยากให้มีการบวชเช่นนี้อีก เพราะรู้สึกว่าการมีเวลาอยู่ต่อของตัวเอง ต้องมาเกี่ยวข้องกับการเสียสละของศิษย์มากเกินไป

การหมดอายุขัยของอาจารย์เป็นการหมดที่ไม่ปกติ กล่าวคือ


1. ไม่ได้หมดเพราะหมดเวลาแล้วเหมือนคนทั่วไปที่มีอายุขัยของตัวเอง

2.ไม่ได้หมดเพราะกรรมตัดรอน คือไม่ได้เป็นเหตุแห่งวิบากหนัก


เป็นการหมดอายุขัยเพราะเอาพลังงานที่ควรยืนยาวได้ถึงในอนาคตมาใช้จนหมด แต่ด้วยคุณพระศรีรัตนตรัยเกื้อหนุน จึงมีโอกาสแก้ไขและยื้อเวลาที่หมดไปแล้วให้ได้รับคืนมาบ้างในรูปพลังงานสำรอง กระนั้น ก็ไม่ง่ายเลยกับการดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะเช่นนี้ เพราะอาจารย์ต้องต่อสู้และฟันฝ่ากับอะไรมากมายในมิติทางจิตแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเรื่องของพลังงาน Energy ที่ยากจะอธิบาย สิ่งที่พอให้เล่าให้เห็นลางๆ คือ เวลาหลับตาอาจารย์จะเห็นคลื่นพลังงาน หมุนวนเต็มไปหมด เห็นการรั่วของกระแสพลังงานของกาย เห็นการเคลื่อนไหวของฝั่งมืด จนยากที่จะนอนพักผ่อนได้เป็นปกติ ต้องรอจนร่างกายเหนื่อยล้ามากจึงจะหลับได้ลง

สิ่งที่ทำให้ดูเหมือนปกติได้คือ กำลังของจิต จิตที่พยายามเชื่อมเข้าไปสมานกับพลังของกาย ทำให้แม้จะมีสิ่งไม่ปกติใดเกิดขึ้นในระดับพลังงานละเอียด กำลังของจิตที่ประกอบด้วยสติก็จะช่วยให้ฝ่าสิ่งต่างๆ นี้ไปได้

..

ในวันที่มีการสวดมนต์ภาวนาอุทิศบุญให้ในวันที่ 28 ของทุกเดือน จะเป็นวันที่ทำให้อาจารย์นอนอิ่ม นอนสงบ เพราะกระแสรบกวนใดเข้ามาสู่พลังกายไม่ได้ รอบพลังของกายแวดล้อมด้วยพลังบุญที่สะอาด นวล และบริสุทธิ์ และในคอร์สสอนวิปัสสนา เมื่อใดที่มีจิตของศิษย์ปิดอบายภูมิหรือมีความก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ แม้ในวันสุดท้ายของการสอนจากที่หมดแรงอยู่ พลังก็ฟื้นขึ้นมาได้เป็นอัศจรรย์ นี่ก็เพราะเมื่อพลังโลกุตระธรรมแกร่งขึ้น พลังนั้นก็ไหลย้อนคืนมาสู่สถานีแม่ข่ายที่ส่งพลังงานนั้นให้

..

อนาคตจะเป็นอย่างไร ก็มิพึงต้องไปกังวลให้มากนัก ปัจจุบันนี้ยังดีอยู่ ยังสามารถทำกิจน้อยใหญ่ที่ต้องเกื้อกูลเวไนยสัตว์ทั้งใกล้ไกล โดยเฉพาะผู้ที่ตามมาเกิดร่วมภพชาติกันในภพนี้ ซึ่งเป็นการรวมผู้ที่มีสังขารเกื้อกูลกันมาแต่ปางก่อนย้อนไปยาวนาน ด้วยภพนี้เป็นชาติสุดท้ายของอาจารย์ จึงต้องเกื้อกูลและตอบแทนให้จบสิ้น อีกทั้งต้องเร่งวางรากฐานงานทางธรรมเพื่อการสืบสานพระพุทธศาสนาในทุกลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในงานส่วนของการปกป้องพระเกียรติพระบรมศาสดา อาจารย์พยายามทำหน้าที่ต่างๆ ให้สำเร็จสมบูรณ์ ยามนี้อาจารย์ก็ลงมาทำงานเกื้อกูลครอบครัวอีกด้วย เมื่ออยู่ในฐานะฆราวาส การละเลยไม่ช่วยเหลือกิจการงานของครอบครัว ยามที่ต้องการความช่วยเหลือจากทักษะของตน ก็เป็นการตัดช่องน้อยแต่พอตัว จึงมีงานอีกฝั่งเพิ่มเข้ามา แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพียงต้องจัดสรรพลังงานของตนให้ดี

..

สิ่งสำคัญที่จะช่วยพยุงพลังของอาจารย์ไว้ได้คือ


1. ต้องไม่ให้อนุภาคจิตถูกทำลายไป ... กล่าวคือ หากผู้ที่เป็นศิษย์เตโชวิปัสสนา รักษาตนให้มั่นอยู่ในศีลธรรม ภาวนาอย่างมีวินัย จิตมีความเจริญขึ้น นี่คือหัวใจหลักในการช่วยพยุงธาตุขันธ์ของอาจารย์


2. ควรหรือต้องไปพักฟื้นพลังที่อินเดียทุกปี จิตของอาจารย์จะรับการฟื้นพลังได้มากเมื่อไปที่วัดเชตุวัน เพราะเป็นจุดกำเนิดแห่งการเปลี่ยนภพภูมิที่นั้น แต่การเดินทางมากก็จะเหนื่อยจึงคิดว่าไม่สามารถไปได้ทุกปี


3. ต้องไม่เหนื่อยจนเกินไป การจะทำอะไรแล้วไม่เหนื่อยเลยก็ยาก งานส่วนใหญ่ก็เป็นการใช้ความคิดและการตัดสินใจ ซึ่งก็ใช้พลังทั้งสิ้น


4. ต้องไม่ถูกกระทบ ไม่ว่าจะทางกายและใจ เพราะเมื่อใดที่ถูกกระทบ พลังธาตุไฟของกายจะลุกโผล่งขึ้นมาเผาพลังของกายให้พร่องลงไป ทำให้พลังสำรองเหลือน้อยลงไปอีก ซึ่งต่างจากการปฏิบัติเตโชวิปัสสนา ในการจุดธาตุไฟในกายขึ้นมาเผากิเลส เมื่อเกิดความร้อนธาตุไฟจะไปเผากองกิเลสกองสังขารทำให้จิตบริสุทธิ์จากกิเลส แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีจิตสังขารหรือกิเลสเหลืออยู่ เมื่อธาตุไฟถูกจุดขึ้นมาก็เป็นการไปเผาพลังของกายไปเสีย

..

ข้อนี้ เป็นสิ่งที่กิเลสมารใช้โจมตีอาจารย์ตรงๆ คือพยายามเข้าแทรกแซงจิตของศิษย์ให้มีเรื่องที่ไม่สมควรจะเกิด ให้เข้ามากระทบอาจารย์ตรงตัว เพื่อก่อเกิดความวุ่นวาย ให้ต้องครุ่นคิดแก้ปัญหา ให้เกิดการเผาผลาญพลังงานของกาย เป็นเหลี่ยมที่ผู้ถูกใช้เป็นสะพานไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังถูกหลอกใช้ ผลที่เกิดแก่อาจารย์นั้น คือจะได้หมดเวลาไปเร็วๆ ซะที ซึ่งสำหรับอาจารย์แล้ว ยังไงก็ต้องหมดอยู่ดี หมดแล้วก็เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง แต่ผลที่เกิดแก่ผู้ถูกล่อลวงนั้นสิ คือการต้องถูกกดให้จมอยู่ในวัฏสงสารด้วยกรรมวิบากหนัก จากอกุศลกรรมที่พลั้งเผลอถูกล่อให้ทำ แบบรู้ไม่เท่าทันเกมอำมหิตนี้

..

อาจารย์เชื่อว่า เหล่าศิษย์ที่เคยมีสังขารทหารมาก่อน ย่อมอ่านเกมนี้ทะลุปรุโปร่ง แต่เชื่อเถิดว่า ใครถูกกิเลสรวมพลังกันถล่มสิงจิตแล้ว ยากที่เขาจะรอดได้ ไม่ว่าจะมีกัลยาณมิตรช่วยเพียงใด พระพุทธองค์จึงสอนว่า ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน และธรรมะนั่นคือสภาวะปัญญา แม้จะถูกปั่นถูกหลอกเพียงใด ปัญญาก็จะพาให้รอด แต่ที่ไม่ค่อยรอดกันนั้นเพราะเขาใช้แต่อารมณ์ หากใช้ปัญญาไตร่ตรอง เพียงรำลึกถึงปัจจัตตังที่เกิดขึ้นแก่ตน รำลึกถึงว่าธรรมใดที่ทำให้ตนเปลี่ยนแปลงไปได้เพียงนี้ แค่นี้ก็ไม่ต้องมีคำถามใดต่อ ต้องมุ่งหน้าถล่มความมืดในตนให้สุดทาง แต่..ในโลกมืดนั้น ไหนเลยจะยอมให้มีใครสว่างสไวอยู่ได้โดยไม่ถูกเบียดทำลาย เขาก็ต้องล่อหลอกสร้างเหลี่ยมทุกคมเพื่อทำลายพลังนั้นเสีย มีมาทุกยุคแม้ในสมัยพุทธกาล

ปัญญาเท่านั้นที่จะพาให้ตนพ้นเหยื่อได้

...

3 ปีแล้วที่ยังได้มีโอกาสทำกิจต่างๆ ต่อไป หากจะกล่าวว่า ผู้เกือบใกล้วายชนม์นั้นมีอันใดปลื้มใจยิ่ง ความปลื้มใจนั้นคือการได้เห็นศิษย์ชายห่มผ้ากาสวพัตร์ ได้บวชในบวรพระพุทธศาสนาเพื่อต่ออายุขัยให้อาจารย์ ปลื้มใจที่ได้ตักบาตร เหมือนแม่ตักบาตรพระลูกชาย

ปลื้มใจที่ศิษย์หญิงนับร้อย มุ่งมั่นนั่งภาวนาเต็มหอปฏิบัติ ทั้งบวชชีและบวชเนกขัมมะ มุ่งมั่นกลั่นจิตบริสุทธิ์เพื่อยังชีวิตของแม่ให้อยู่ต่อไป

ปลื้มใจนี้คือที่สุด อื่นๆ นอกจากนั้น ก็ปลื้มใจในทุกสิ่งที่ศิษย์ทำเพื่อพระศาสนาและเพื่ออาจารย์ด้วยจิตกตัญญู

..

3 ปีแล้วที่เรายังมีกันและกันอยู่ อาจารย์ขอบใจในทุกคุณความดีอันทำได้ยากที่ศิษย์ทุกคนบำเพ็ญมาดีแล้ว ส่วนที่จะเป็นความปลื้มใจที่สุดของที่สุดของอาจารย์ คือการที่ศิษย์และผู้เป็นที่รักทุกคน พ้นจากการต้องเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์กองวัฏสงสาร.. ไม่ต้องลำบากในทะเลแห่งความทุกข์ เสี่ยงอยู่ในวงจรอำมหิตนี้อีกเลย ตราบนิรันดรกาล

..

ตามอาจารย์กลับไปให้สุดทางเถอะนะ อย่าตกเป็นเหยื่อของใคร อย่าให้มีอันใดมาล่อหลอกไป ให้จมอยู่ความมืดมิดนี้อีกเลย

..

ขอบใจยิ่งในทุกการกระทำอันมาจากจิตกตัญญู ขอให้เจริญๆ ให้พ้นภัย ให้พ้นฝั่งวัฏสงสาร

..

อาจารย์

28 มิถุนายน 2020

..


ดู 0 ครั้ง