techo.png

ได้เวลา

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

อาจารย์อัจฉราวดี_วงศ์สกล_เตโชวิปัสสนา_2021_2564_ล่าสุด_ธรรมะสอนใจ

สำหรับนักภาวนา ย่อมเคยมีที่ต้องเผชิญความรู้สึกกดดันอย่างหนักในใจในขณะที่ภาวนา "ถอน-ไม่ถอน ถอน-ไม่ถอน"


การต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างจิตเดิมกับจิตกิเลสมักจะเกิดขึ้นยามการภาวนามีความเข้มข้น ถึงลูกถึงคน เวทนากล้า เจ็บปวดเข้าเนื้อเข้ากระดูก กิเลสพิษที่ฝังในจิตปรากฏเป็นความโกรธแค้น อาฆาต ดิ้นพล่านจนแทบลุกหนีจากเบาะ การต่อสู้ประดาบระหว่างอุเบกขากับกิเลสถาโถมโรมรันทุ่มเข้าใส่ ทำให้จิตที่ตั้งมั่นเกิดลังเล คิดถอนภาวนา ล้มเลิกการเคี่ยวกรำจิตกลางคัน หากพลาดพลั้ง ถอนภาวนาคือแพ้ หากชนะ ภาวนาต่อไป คือนาทีที่จิตพุ่งทะลุฟ้า เพราะกองทัพกิเลสที่ยึดเหนี่ยวจิตล้มตายระเนระนาด


อาจารย์สอนเสมอว่า ในนาทีที่จิตดิ้นรนที่สุดคือความคิดของกิเลส ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา การจะผ่านนาทีสำคัญ นาทีนั้นไปได้ นักภาวนาต้องมีสติตั้งมั่น มีใจที่เด็ดเดี่ยว มีอุเบกขาที่แน่วแน่ ไม่หวั่นไหว จิตจึงยกกำลังทะยานขึ้นสู่โลกุตตรธรรมได้ หากยอมอ่อนข้อต่อกิเลสร่ำไป กี่ภพกี่ชาติก็จะต้องกลับมาจมในกองทุกข์ไม่สิ้นสุด


การยกกำลังจิตขึ้นจนสามารถผ่านทะลุแนวต้าน เกิดจากการผสานพลังของสติ สมาธิ อุเบกขา และสำทับด้วยขันติ เวลากิเลสรุมถล่ม โถมความคิดอกุศล เป่าจิตให้เกิดความโลเล หวั่นไหว เพียงเปิดช่องความคิดว่า “ถอนภาวนาดีกว่า ไว้ค่อยว่าใหม่” ช่องเล็กช่องนี้จะเป็นจุดอ่อนให้กิเลสคอยกัดเซาะความเข้มแข็งของจิตทันที การภาวนาให้เกิดมรรคผล นักภาวนาจึงจะต้องกำหนดไปเลยว่าจะภาวนา กี่ชั่วโมงต่อเนื่อง ซึ่งในฤดูร้อนห้ามภาวนาเกิน 2 ชม. ต่อเนื่อง หากอากาศเย็นสบายก็ภาวนาได้ไม่เกิน 2.5 ชม. ต่อเนื่อง แต่กระนั้น เมื่อใดที่เวทนาถาโถม อย่าว่าแต่ชั่วโมงเดียวเลย ครึ่งชั่วโมงก็แทบหมอบแล้ว แต่หากใจแน่วแน่มั่นคง เป็นไงเป็นกัน ไม่ว่าจะประสบภาวะใด ก็สู้แค่กิเลสตาย ไม่ใช่ตัวตาย เมื่อนั้นกิเลสย่อมราพณาสูรเป็นลำดับ


เวลามีเวทนา สามารถปรับเปลี่ยนท่านั่งได้ แต่ต้องไปช้า ๆ ประคองสติให้จดจ่ออยู่กับจุดเพ่ง หากเป็นอานาปานสติก็จดจ่อที่ทางเข้าช่องจมูก เตโชวิปัสสนาก็ดั่งที่รู้ การเคี่ยวกรำจิต ทุกคนต้องผ่านนาทีนั้นไปให้ได้ หากผ่านไปได้ครั้งหนึ่ง ครั้งต่อ ๆ ไปจิตจะแกร่งขึ้น เพิ่มพูนพลังมากขึ้น นี่คือบารมี คือการเติมกำลังให้เต็ม


ศิษย์มักชอบอ่านบทความที่ไม่เคร่งเครียด เบา ๆ แบบมีคำสอนแฝงอยู่ในนั้น แต่ขอให้ระวังว่า การอ่านบทความแนวนี้จนชิน อาจทำให้จิตอ่อนแอ เปิดช่องให้กิเลสแทรก ให้จิตขาดความเด็ดเดี่ยวตั้งมั่น เพราะคิดว่ายังไงก็ได้อรรถธรรม


"จงภาวนาอย่างมีวินัย เป็นมนุษย์ไม่ฝึกตน ก็เกิดมาเพิ่มนํ้าหนักให้โลก"


การปล่อยให้จิตผ่อนคลายเป็นสิ่งที่พึงทำเพราะเป็นความสมดุล แต่อย่าให้จิตเคยตัว แม้เมื่ออ่านบทความที่ทำให้ยิ้มได้ ก็ยิ้มให้กว้างขึ้น หรือหัวเราะได้ยิ่งดี จากนั้น เมื่อถึงเวลาต้องลากตัวขึ้นเบาะภาวนา ให้กิเลสมันรู้ว่า อย่าได้ฝันไป...


ในความเป็นชีวิต แม้จะต้องฝึกจิตให้แข็งแกร่งเพียงใด แต่เราต้องมีช่วงเวลาที่อ่อนโยน ธรรมชาติมีต้นไม้และภูเขาคู่กัน แกร่งอย่างเดียวก็อยู่ไม่ได้ อ่อนเกินไปก็มีแต่จะถูกทำลาย ต้องอยู่ตรงกลาง มีพลังทั้งสองหนุนซึ่งกันและกัน


เวลาปรมาจารย์ซามูไรร่ายดาบ ท่วงท่าจะเนิบนาบ เกือบจะดูเหมือนอ่อนโยน แต่ภายในจิตนั้นเข้มแข็ง ขณะนั้นเป็นการรวมพลังจิตซึ่งคือกระแสพลังงานที่อ่อนโยนเชื่อมลงไปสู่พลังที่แข็งแกร่งคือคมดาบ แข็งกับอ่อนรวมกัน คือการรวมพลังของธรรมชาติ เมื่อนั้นไม่ว่าเบื้องหน้าจะคืออะไรก็ขาดสะบั้นได้ในดาบเดียว...


อย่าฝันไป...


อย่าให้กิเลสหลงคิดว่า เมื่อเราอยู่ในโลกมายา บางคราต้องทำหน้าที่ที่ต่างไป เครื่องแบบที่สวม สูทที่ใส่ เสื้อผ้าหน้าผม ที่ต้องจัดตามกาลเทศะและเงื่อนไขทางโลก เปลือกเหล่านี้หาใช่ที่สุดของชีวิตไม่ มันเป็นเพียงเครื่องมือ ที่ทำให้เรายังคงมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่บีบคั้นหนทางของตัวเอง และไม่สร้างความอึดอัดให้กับผู้อื่นเท่านั้น จงภาวนาด้วยความเป็นหน้าที่ เคี่ยวกรำจิตโดยไม่มีข้ออ้าง พึงตระหนักเสมอว่า บาปไม่อาจสิ้นสุดได้ด้วยการทำบุญทดแทน แต่การภาวนาเผาบาปทำให้วิบากจางลงได้ และบุญที่ทำย่อมส่งผลได้เร็วขึ้น


ยังจิตให้มั่นในพระนิพพาน อย่าให้โลกโลกีย์นี้หลอก จงอย่ามีอันใดมาปล้นไปได้ เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว ไม่คว้าเอาไว้ อาจหมายถึงการที่ต้องเพิ่มภพเพิ่มชาติมาเวียนว่ายรับวิบากอีกนับกัปกัลป์ จงภาวนาอย่างมีวินัย


เป็นมนุษย์ไม่ฝึกตน ก็เกิดมาเพิ่มนํ้าหนักให้โลก อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

คัดจากนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ ฉบับที่ 42

ดู 67 ครั้ง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด