techo.png

จิตที่ทำให้ต้องมาเกิด

อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

จิตที่ทำให้ต้องมาเกิด_อาจารย์อัจฉราวดี_วงศ์สกล_เตโชวิปัสสนา_2564

“จิตคือกาย กายคือจิต” คํา ๆ นี้มักมีผู้ไม่แจ้งในความหมาย จิตอยู่ทุกที่ที่มีความรู้สึก ปลายนิ้วเท้าก็จิต บนกระหม่อมก็เป็นที่ตั้งของจิต ทุกส่วนในร่างกายคือจิตทั้งสิ้น เพราะจิตฝังอาศัยอยู่ในกาย ทุกส่วนในร่างกายก็คือที่ตั้งของจิต ดังนั้น จิตกับกายจึงเป็นส่วนเดียวกัน มีความเกี่ยวเนื่องถึงกันหมด


เมื่อจิตมีอํานาจสั่งกายให้ทํางาน คือให้คิด พูด ทําใด ๆ ผลของการกระทําที่ถูกสั่งด้วยจิต จึงไปปรากฏแสดงผลอยู่ในกายด้วย และพอกายนี้เสื่อมสภาพไปตามสังขาร จนกระทั่งตายไปในที่สุด จิตต้องถอนออกจากกาย ผลจากการกระทําก็กลายเป็นรหัสกรรมที่เป็นเครื่องชี้นําว่าจิตดวงนี้จะมีทางเดินต่อไปอย่างไร ไปจุติในภพภูมิไหน


ตายแล้วไปไหน...เป็นคําถามง่ายๆ ที่คนอยากรู้อยู่เสมอ

คําตอบที่คนส่วนใหญ่มักคิดแบบรวบความก็คือ “ไปสวรรค์หรือนรก แล้วแต่กรรมดีกรรมชั่วที่ทําไว้” ซึ่งในความเป็นจริง มีรายละเอียดปลีกย่อยที่กว่าจะไปถึงสวรรค์หรือลงนรกนั้น ก็มีหลักวิธีที่ควรรู้ไว้ โดยความสําคัญอันดับแรกคือ จิตดวงสุดท้ายก่อนที่จะตาย จะเป็นจิตดวงแรกที่พาไปจุติ หมายถึง ผู้ตาย ตายด้วยจิตลักษณะใด ณ ขณะจิตนั้น จะเป็นดวงจิตที่พาไปเกิดในภพภูมิใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ทํากรรมดีมามาก แต่เคยมีกรรมชั่วติดค้างใจ มีความหวาดกลัวผลกรรมที่จะตามสนอง พอถึงเวลาใกล้จะตาย จิตจะอ่อนแรงเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน หากกรรมที่เคยทําไว้หรือสิ่งที่ติดค้างใจมีพลังแรง จิตสังขารนั้นก็สามารถแทรกทะลุกรรมดีใด ๆ ให้พุ่งหน้ามาส่งผลก่อน จึงสามารถทําให้กลายเป็นคนที่แม้ทําดีมาพอควร แต่กลับไปจุติในอบายภูมิก่อนได้ การประคองจิตดวงสุดท้ายก่อนจะตาย ให้นึกถึงแต่สิ่งดี ๆ และสูง ๆ เช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรือนิพพาน จะทําให้ผู้ใกล้ตายได้มีโอกาสไปจุติในที่สูงก่อนในช่วงสั้น ๆ เมื่อหมดอายุขัยแล้ว ก็ไปเสวยกรรมวิบากต่อไป


นี่เป็นหลักการคร่าว ๆ ให้เห็นวิธีการส่งผลของกรรมและชีวิตหลังความตายว่า บุคคลจะได้ภพภูมิมนุษย์ สวรรค์ หรือตกอบายภูมิ เกิดได้อย่างไร เหล่านี้เกิดด้วยอานุภาพของกรรมที่สะสมไว้ในกระแสจิตทั้งสิ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงคนในสังคมขณะนี้คือ คนส่วนมากนอกจากจะหลงทางแล้วก็ยังหลงบุญ ไม่ได้มีจิตคิดทํากุศลเพื่อความดีงามใด ๆ นอกจากความโลภในบุญ และยังขาดจิตสํานึกกตัญญูต่อแผ่นดินและพระศาสนา คิดถึงแต่ความสุขของตนเป็นที่ตั้ง เป็นที่น่าสลดสังเวช ช่างเป็นผู้ประมาทนักหนา


อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล

ที่มา: คัดจากคอลัมน์ข้ามห้วงมหรรณพ นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ ฉบับที่ 7

ดู 65 ครั้ง

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด